การเช็คพลังงานพระเครื่อง

การเช็คพลังงาน พลังพุทธคุณ ของพระเครื่อง มีหลายสำนักและหลากหลายวิธีการ บทความนี้จะรวบรวมวิธีต่างๆ ที่เล่าสืบต่อกันมา มิได้ฟันธงว่าวิชาใดจะถูกต้องหรือได้ผลที่สุด เพราะเป็นเรื่องปัจจัตตัง รู้ได้เฉพาะตน ดังนั้นโปรดใช้วิจารณญาณในการเชื่อและพิสูจน์

การเช็คพลังงานพระเครื่อง

การจับพลังงานพระ (ขอชมบารมี) มีหลากหลายแนวทาง

ในปัจจุบัน การจับพลัง การเช็คพลัง หรือการขอชมบารมี ตามแล้วแต่จะเรียกกัน มีอยู่หลายวิธีมาก แต่ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นอุปปาทานกันเสียมากกว่า โดยมีใจที่เอนเอียงไม่เป็นกลาง ถือว่านี้พระของข้าจึงแรง พระคนอื่นไม่แรง องค์นี้พระของครูอาจารย์ข้าต้องแรงกว่าที่อื่น ครูอาจารย์คนอื่นไม่แรง

ในทางรูปธรรมนั้น คืบ สั้น ยาว ศอก เราวัดได้หมด มวลสารอะไรบ้างเราก็พอรู้ แต่ในทางนามธรรม เราไม่สามารถบอกได้เลยว่ามีพลังงานไหม ดีทางใด คงกะพันหรือเมตตา ฯลฯ นอกจากประสบการณ์ของผู้ใช้ ที่เจอด้วยตัวเอง

แต่ด้วยความอยากรู้และต้องการความจริงของมนุษย์ จึงมีศาสตร์มากมายในการพิสูจน์ตรวจเช็คเพื่อให้มั่นใจว่า พระนั้นแท้และมีพลังงาน หรือไม่

การเช็คพลังงานพระเครื่อง
ลูกดิ่งหรือเพนดูลั่ม Pendulum

เช็คพลังงานพระเครื่องด้วย ลูกดิ่งหรือเพนดูลั่ม Pendulum

ลูกดิ่ง หรือ เพนดูลั่ม Pendulum เป็นลูกดิ่งที่มีความเชื่อกันว่า ใช้ตรวจหาพลังงานต่างๆได้ โดยประโยชน์ของเพนดูลั่ม มีหลายประการ เช่น ใช้งานในเรื่องของการพยากรณ์ ใช้สื่อสารกับเทพ เทวดาและถามในสิ่งที่เราอยากรู้ ใช้สำหรับตรวจประเมินสุขภาพ ใช้เลือกสิ่งที่เหมาะกับตัวเรา ตรวจฮวงจุ้ย ตรวจเช็คพลัง วัตถุมงคล ตรวจหาของหาย ใช้ทำน้ำมนต์ ใช้ดึงพลังเข้าตัว

การตรวจเช็คพุทธคุณ พลังจากพระเครื่อง วัตถุมงคล เครื่องราง และของทนสิทธิ์ต่างๆ โดยปกติจะทำได้เฉพาะผู้ทรงญาณสมาบัติ แต่ถ้าใช้เพนดูลั่มในการตรวจเช็ค ผู้ที่มีสมาธิเพียงเบื้องต้นก็สามารถทำได้ (แต่ถ้าใช้กำลังจิตระดับอุปจารสมาธิ จะแม่นยำมากกว่า) ซึ่งเชื่อว่าจะมีความถุูกต้องประมาณ 80-90 %

วิธีการใช้เพนดูลั่ม ในการตรวจเช็ควัตถุมงคล

1. นำวัตถุมงคล พระเครื่อง เครื่องราง ของทนสิทธิ์ นั้นๆ วางไว้บนพื้นโต๊ะ หรือบนภาชนะที่สูงกว่าพื้นธรรมดา อาจใช้หนังสือ หรือผ้ามารองก่อน เพื่อมิให้เป็นการปรามาส

2. ขอขมาพระรัตนตรัย เพื่อบอกกล่าวว่าการตรวจเช็คนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะปรามาส แต่เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ เพื่อเป็นการเพิ่มความมั่นใจว่า วัตถุมงคลชิ้นนี้ได้ผ่านการปลุกเสก หรือพุทธาภิเษกมาแล้ว

3. ใช้เพนดูลั่ม จ่อเหนือวัตถุมงคลนั้นๆ ให้ห่างจากวัตถุมงคลประมาณ 1 นิ้ว เป็นอย่างน้อย เพื่อป้องกันการกระทบด้วยแรงเหวี่ยงซึ่งมาจากวัตถุมงคลนั้น 

4. ดูทิศทางของแรงเหวี่ยงที่ออกมาจากวัตถุมงคลนั้นๆ ว่าไปตามทิศทางใดบาง ซึ่งต้องใช้ประสบการณ์ โดยทั่วไปถ้าพุทธคุณรอบด้าน เพนดูลั่มจะหมุนเป็นวงกลม ถ้าแรงเหวี่ยงมีมากก็แสดงว่ามีพุทธคุณมาก บางองค์ของแรงแทบจะทำให้เพนดูลั่มหลุดออกจากมือก็มีให้เห็นมาแล้ว

5. ตั้งคำถาม ถามเพนดูลั่ม ไปที่ละข้อ ตามความเด่นของวัตถุมงคล เช่น พระองค์นี้เด่นด้านมหาลาภ ด้านคงกระพันชาตรี … ถามไปเรื่อยๆ จนครบ แล้วก็จะทราบว่าพระองค์นี้เด่นด้านไหน หรือครบทุกด้านหรือไม่

นอกจากนี้เพนดูลั่ม ยังนิยมใช้ในการตรวจพลังของหินอีกด้วย นักสะสมหินตัวยง มักจะมีเพนดูลั่ม เพื่อใช้ตรวจพลังหินไว้ติดตัว

การเช็คพลังงานพระเครื่อง

เช็คพลังงานพระเครื่องด้วย กล้องออร่า

ถ้าออกแนววิทยาศาสตร์หน่อย ก็จะมาดูเรื่องของออร่า ในต่างประเทศมีการใช้กล้องออร่าในการถ่ายพลังงานมานานแล้ว กล้องออร่าเป็นกล้องชนิดพิเศษคล้ายๆโพลารอย ถ่ายแล้วรอซักพักก็ดูได้เลย แต่มีค่าใช้จ่ายสูงในการถ่ายต่อครั้ง

กล้องออร่าทำงานโดยจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในร่างกาย โดยใช้ Hand Sensor แม่นยำมาก ประสิทธิภาพสูง มีผู้ที่ฝึกสมาธิในรูปแบบต่างๆ มักมาดูความเปลี่ยนแปลงของสภาวะของจิตตนเองเป็นระยะ

เมื่อนำกล้องออร่า มาถ่ายวัตถุมงคล มันจะมีสีของออร่าอยู่รอบๆวัตถุหรือพระเครื่องนั้น คล้ายสเปกตรัม คือมีสี ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง โดยอ่านค่าจากการดูสีที่เปล่งออกมา เช่น สีแดง หมายถึงคงกระพันชาตรี สีชมพู หมายถึงเสน่ห์ เมตตา ฯลฯ

กล้องออร่า นอกจากจะถ่ายออร่าพระแล้ว ก็สามารถถ่ายออร่าของคนได้อีกด้วย สภาวะจิตและอารมณ์ที่แตกต่าง ก็ทำให้สีของออร่าแตกต่างกันไป แม้แต่เช็คความเจ็บป่วยของร่างกายก็มีการทดลองมาแล้ว อย่างออร่าของผู้บรรลุธรรม ส่วนใหญ่จะออกเป็นสีขาว กลุ่มที่ได้ฌานสมาธิจิตจะออกสีทอง กลุ่มทำสมาธิจิต (สมถะ) ก็จะออกสีม่วง คนมักโกรธ ก็จะออกเป็นสีแดงๆ แต่ออร่าของผู้ที่ออกเป็น 7 สี หรือสายรุ้ง (ฉัพพรรณรังสี) ยังไม่เคยมีให้เห็น 

การเช็คพลังงานพระเครื่อง

การจับพลังงานพระเครื่องแบบชี่กง

การจับพลังงานพระเครื่องแบบชี่กง คือ พระจะนำมือเราวิ่งไป วิธีการคือใช้มือข้างซ้ายจับพระไว้เบาๆ ใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ ในการจับพระ (หรือจะกำพระไว้ในมือซ้ายก็ได้ เผื่อหล่น) ปลดกำลังหัวไหล่กับแขนตามสบายไม่ต้องเกร็ง ข้อศอกตั้งฉาก เอามือไว้ที่ท้องระดับสะดือ กำหนดความรู้สึกไปที่องค์พระ แล้วพูดในใจว่า “ขอชมบารมี” วางใจให้เป็นกลางอย่าใจร้อน คืออย่าไปคิดว่าเมื่อไหร่พระจะนำมือซักที ให้รอจนกว่าพระจะนำมือเราวิ่งไป ช้าเร็วอยู่ที่การฝึก

ถ้าพระนำมือวิ่งแล้ว คราวนี้ก็มาแปลความหมายของการที่พระนำมือวิ่งหมุนในลักษณะต่างๆว่ามีความหมายอย่างไร

ถ้ารู้สึกเริ่มเมื่อยแขน ให้หยุดทันที เพราะตอนนี้ถ้าเราถืออะไรไว้ในมือ แล้วอยากให้วิ่ง ก็จะแยกไม่ออกว่าเป็นแรงที่เราเองออกแรงผลักไปโดยไม่รู้ตัว หรือเป็นแรงดึงจากของที่อยู่ในมือ

การจับพลังงานพระวิธีนี้ ถือว่าเป็นการฝึกอุปจารสมาธิอย่างหนึ่ง ถ้าเราฝึกเช็คพลังบ่อยๆ เวลาเข้าสมาธิจะคล่องตัวดีมาก

วิธีการจับพลังงานพระเครื่องแบบชี่กง

1. ตั้งนะโม 3 จบ อธิษฐานจิตขออนุญาตชมบารมี

2. ใช้มือข้างซ้ายจับองค์พระไว้เบาๆ ปล่อยหัวไหล่กับแขนตามสบาย ข้อศอกตั้งฉาก ถือไว้ลอยๆ (ตอนนี้มือจะถือพระอยู่บริเวณท้อง)

3. เข้าสมาธิระดับอุปจารสมาธิ (ถ้าลึกกว่านี้จะใช้ไม่ได้) เพ่งไปที่องค์พระ

4. ให้สังเกตุอาการดังนี้

– จะรู้สึกร้อนนิดๆที่มือตรงบริเวณองค์พระ
– จะมีความรู้สึกว่ามีแรงดึง หรือผลักออกมาจากองค์พระ ให้ปล่อยและประคองมือไปตามองค์พระ

5. ดูความหมายของอาการตามนี้

– ถ้าองค์พระดึงมือวิ่งไปทางด้านหลัง แล้วกลับมาที่เดิมแล้วไปอีกเรื่อยๆ แปลว่ามีกำลังทางด้านแคล้วคลาด

– ถ้าองค์พระ วิ่งวนเป็นวงกลม อยู่ข้างหน้า แปลว่าเป็นพระอธิษฐาน (อยากได้อะไรก็ขอเอา)

– ถ้าองค์พระวิ่งไปข้างหน้าแล้ววนเข้าหาตัว แปลว่าเป็นพระมหาลาภ

– ถ้าองค์พระวิ่งไปข้างหน้าแล้ววนเข้าหาหัวใจ แปลว่าเป็นพระเมตตามหานิยม

– ถ้าองค์พระวิ่งไปข้างหน้า แล้ววนเข้าหาปาก แปลว่าเป็นพระที่ลงสาริกาลิ้นทอง

– ถ้าองค์พระวิ่งออกไปตรงๆ แล้ววิ่งกลับมาตรงๆ เป็นพระที่ลงคงกระพันชาตรีไว้

– ถ้าองค์พระวิ่งวนขึ้นหัว แปลว่าเป็นพระที่ลงไว้ครบทุกอย่าง หรือลงไว้หลายอย่าง (เช็คยากกว่าพระที่ลงพลังไว้อย่างเดียว กว่าพระจะเริ่มเคลื่อนบางทีรอตั้งนาน)

** ถ้ารู้สึกเริ่มเมื่อยแขน ให้หยุดทันที เพราะตอนนี้ถ้าเราถืออะไรไว้ในมือ จะแยกไม่ออก **

การเช็คพลังงานพระเครื่อง

สายวิชาหลัก การเช็คพลังงานพระเครื่อง

การเช็คพลังงานพระเครื่อง มีสายวิชาอยู่หลายสาย แต่ถ้าพูดถึงตัววิชาที่ใช้เช็คพลังงานได้ จะเห็นชัดๆอยู่ 2 สายใหญ่ คือ

1. มโนมยิทธิ สายหลวงพ่อฤาษีลิงดำ แค่ครึ่งกำลัง ไม่ต้องเต็มกำลังก็เช็คได้แล้ว การจับพลังสายนี้น่าทึ่งมาก ไม่ต้องแตะต้องหรือจับ ก็รู้แล้วว่าดีทางไหนหรือไม่ดี มีพลังหรือไม่มีพลัง แม้แต่เช็คผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ผ่านโทรศัพท์มือถือโดยไม่ต้องเห็นของก็รู้แล้วว่าดีไม่ดี

2. วิชาธรรมกาย สายหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ สายนี้ไม่นิยมเล่นฤทธิ์ พระ หรือเครื่องรางของขลัง ส่วนใหญ่ผู้ที่ได้ธรรมกาย มักไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้ แต่ถามว่าเช็คได้ไหม ต้องตอบว่าได้ แล้วก็ดีมากด้วย

ซึ่งทั้งสองสายนี้ จะไม่ขอกล่าวลึกลงรายละเอียด เพราะจะลึกซึ้งและมีรายละเอียดมาก จะทำให้ออกนอกเรื่องไปไกล โดยผู้สนใจต้องไปศึกษาเพิ่มเติมเอง


→ วิธี การเชื่อมต่อบุญกับพระ


ต้องท่องคาถาก่อนเช็คพลังงานพระเครื่องหรือไม่ ??

ส่วนการท่องคาคาใดๆก็ตามตอนเช็คพลัง ถ้าท่องคาถาตอนเช็คพลังงาน จะเป็นการปลุกพระมากกว่าที่จะเช็คพลังงาน เพราะจะเป็นการเช็คพลังงานในตัวเราเอง แทนที่จะไปเช็คพลังงานพระ ดังนั้นเราจึงควรใช้คำว่า “ขอชมบารมี” เพียงเท่านี้ก็พอ หรือจะไม่ใช้ก็ได้

การเช็คพลังงานพระเครื่อง

การเช็คพลังพุทธคุณ ตามแนวทางของหลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา

ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างแนวทางของหลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา ที่มีวิธีการเช็คพลังงานพระ ซึ่งในหมู่ลูกศิษย์เรียกกันว่า “เช็คพระ”

การเช็คพลังพุทธคุณ โดยใช้มือขวาหรือทั้งสองมือ แตะที่ภาพพระ หรือกำไว้ในมือหากเป็นพระเครื่อง หรือจับที่องค์พระหากเป็นพระพุทธรูป จากนั้นทำจิตให้นิ่งจะรู้สึกสัมผัสได้ถึงพุทธคุณที่ครูบาอาจารย์ท่านได้อธิษฐานไว้ หลวงปู่ดู่ วัดสะแก จ.อยุธยา ท่านเคยเล่าเรื่องการปลุกเสกพระให้ศิษย์คนหนึ่งฟังว่า “เรื่องคงกะพันชาตรีนั้นทำง่าย แค่ขนลุกก็เหนียวแล้ว แคล้วคลาดยังดีกว่าเพราะไม่เจ็บตัว แต่ดีที่สุดคือเมตตา เพราะแคล้วคลาด ยังมีศัตรูแต่รอดพ้นได้ ส่วนเมตตานั้นมีแต่คนรักไม่มีศัตรู การเสกพระให้มีพุทธคุณทางเมตตาจึงทำได้ยากสุด”

มีลูกศิษย์ของหลวงพ่อที่จับองค์พระและสามารถสัมผัสถึงพุทธคุณ ได้เล่าว่าพระที่ผ่านการปลุกเสกมาแล้วนั้น หากเด่นในเรื่องคงกระพันชาตรี เมื่อจับดูจะมีอาการปีติ ขนลุกพองสยองเกล้า แต่หากเด่นทางด้านเมตตา เมื่อจับดูก็จะมีปีติน้ำตาไหล และบังเกิดความสงบเยือกเย็นถึงจิตใจ

การที่หลวงปู่ดู่ ท่านได้นำเรื่องการเช็คพระมาสอนนั้น นอกจากเพื่อให้เกิดพุทธานุสติแล้ว หลวงปู่ดู่ท่านต้องการให้ศิษย์แต่ละคนสามารถเป็นประจักษ์พยานแก่ตนเองได้ ให้เป็นปัจจัตตัง ให้รู้เองเห็นเอง เป็นพยานให้ตนเอง จะได้เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติธรรมยิ่งขึ้นนั่นเอง

มิใช่ไปอวดเด่นอวดดี หรืออวดคุณวิเศษในตัว หรือเที่ยวไปเช็คพระให้ผู้อื่น ซึ่งจริงๆแล้วหากผู้อื่นยังทำไม่เป็น ถึงเขาจะบอกว่าเชื่ออย่างไร โดยส่วนลึกเขาก็ยังมีความลังเลสงสัยอยู่นั้นเอง เพราะไม่รู้ไม่เห็นด้วยตนเอง

วิชาภูติพระพุทธเจ้า (ตามการเรียกของหลวงปู่ดู่) หรือวิชาเปิดโลก (ตามการเรียกเพื่อให้เกียรติของคณาจารย์)

วิชาเปิดโลกนี้ มี 2 ระดับ เช่นกัน คือ แบบปกติ กับ แบบเต็มกำลัง ซึ่งแบบเต็มกำลังคุมมโนมยิทธิแบบเต็มกำลังและอภิญญาด้วย แต่เป็นอภิญญาฝ่ายบุญฤทธิ์ คือสำเร็จด้วยการอธิษฐานบุญเป็นหลัก แต่ที่ใช้กันและเผยแพร่กันเป็นสาธารณะ คือวิชาเปิดโลกแบบปกติ

การชมบารมีพุทธคุณ อิทธิคุณพระ ด้วยวิชาภูติพระพุทธเจ้า (เปิดโลก)

1. ทำการขอขมาพระ

บทขอขมาพระรัตนตรัย
โยโทโส โมหะจิตเต นะพุทธัสมิง ปาปะกะโต มะยา ขะมะถะเม กะตัง โทสัง สัพพะปาปัง วินัสสันตุ
โยโทโส โมหะจิตเต นะธัมมัสมิง ปาปะกะโต มะยา ขะมะถะเม กะตัง โทสัง สัพพะปาปัง วินัสสันตุ
โยโทโส โมหะจิตเต นะสังฆัสมิง ปาปะกะโต มะยา ขะมะถะเม กะตัง โทสัง สัพพะปาปัง วินัสสันตุ

2. น้อมจิตนึกถึงหลวงปู่ดู่ แล้วทรงภาพท่านให้ชัดเจน

3. น้อมจิตขอให้ท่านช่วยเปิดจิตให้ตนเองรู้ เห็น และเข้าใจในพุทธคุณ อิทธิคุณของพระเครื่องที่ต้องการขอชมบารมีนั้น เพื่อศึกษาไปสู่ความเข้าใจ บวกกับความศรัทธาเร่งปฏิบัติ เป็นกำลังใจในการปฏิบัติไปสู่ความเข้าใจ เมื่อเข้าใจก็จะได้ปล่อยวาง

4. ลองกำพระนั้นดู จะมีอาการของพลังแล่นขึ้นมา หากพลังน้อยจะแล่นแค่มือ หากพลังมากสุดจะแล่นถึงศีรษะ หรือแล่นไปทั้งตัว

5. ทำการขอขมาพระ เพื่อการปราศจากเวรภัยอีกครั้ง (บทโยโทโส)

6. ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ทราบถึงพระบารมีอันไร้ประมาณ เพื่อให้ตระหนักว่า ดูแต่เพียงวัตถุที่สมมติรูปลักษณ์แห่งพระพุทธองค์ หรือพระสงฆ์ ยังมีพลานุภาพเพียงนี้ แล้วพุทธองค์จริงๆ หรือสิ่งสูงสุดที่พุทธองค์ทรงอุตสาหะค้นหา ทำบารมีมากมายคณานับ เพื่อการค้นพบนั่น คือพระธรรมคำสั่งสอนนั้น จะยิ่งใหญ่ขนาดไหน


→ เข้าสู่ มุมธรรมะ


ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวสั่งสอนเสมอว่า ให้ค้นหาพระแท้ที่เป็นพระเก่าที่สุดคือพระพุทธองค์ คำสั่งสอนพระพุทธองค์นั้น คือสิ่งที่จะทำให้เราเข้าสู่สวรรค์ พรหมโลก และพระนิพพานได้ ท่านได้จับพลังพระ ได้มีพระเครื่องดีๆเป็นหมื่นๆแต่ใจเรายังเข้าไม่ถึงพระ หากใจเรายังไม่เป็นพระแล้วเราก็ยังไม่พ้นทุกข์คติภูมิไปได้

การเช็คพลังงานพระเครื่อง

ทิ้งท้าย “คุณพระรัตนตรัย” นั้นถือเป็นสิ่งสูงสุด “ธรรมะ” นั้น ถือเป็นเรื่องที่ควรนำมาใส่ใจและปฏิบัติมากที่สุด และการศึกษาพระเครื่องที่ถูกต้อง ก็คือต้องศึกษาทั้งในส่วนของ “รูปธรรม” (ทั้งเนื้อหามวลสาร ความเก่า จุดตำหนิและพิมพ์ทรง) และศึกษาในส่วนของ “นามธรรม” ดังที่กล่าวมาแล้วนั้นแล


หากข้อมูลนี้มีความผิดพลาดประการใดหรือละเมิดต่อสิทธิของท่าน โปรดแจ้งมาที่ phopprashop@gmail.com