พระกริ่งคืออะไร

** กำลังปรับปรุงข้อมูล **

พระกริ่ง คือหนึ่งในพระพุทธรูปองค์เล็กที่บรรดาผู้นิยมพระเครื่องมักจะมีไว้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตัว โดยพุทธลักษณะของพระกริ่ง เป็นพระพุทธรูปขนาดเล็กที่นำพระธาตุหรือวัตถุศักดิ์สิทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามาบรรจุไว้ข้างในองค์พระ โดยเจาะรูไว้แล้วอุดฐานด้านล่าง เมื่อเขย่าจะมีเสียงดังกริ่งๆ จึงเป็นที่มาของการเรียกว่า “พระกริ่ง”

พระกริ่งถือได้ว่าเป็นการสร้างพระเครื่องที่มีกรรมวิธีลึกซึ้งสลับซับซ้อนมากที่สุดอย่างหนึ่งเดิมทีพระกริ่งนั้นเป็นรูปลักษณ์ของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งตามความเชื่อของพุทธศาสนานิกายมหายานซึ่งถือว่าเป็นพระพุทธเจ้าแห่งการรักษาพยาบาลตามปณิธานที่ท่านได้ตั้งไว้ว่าขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงปราศจากโรคภัยทั้งปวงโดยเป็นที่นับถือกันมากในกลุ่มชาวจีนและชาวทิเบตซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการสร้างพระกริ่งมีขึ้นเพื่อขอพรใช้ในการรักษาโรคภัยโดยเฉพาะ

โดยการสร้างพระกริ่งพระไภษัชยคุรุตามพุทธวิธีดั้งเดิมของจีนและของทิเบตนั้นจะต้องประกอบด้วยปัญจโลหะ 5 อย่างคือดีบุกทองแดงเงินทองและปรอทตัวแทนสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า 5 พระองค์คือพระไวโรจนะพุทธะ พระอักโษภยะพุทธะ พระรัตนสัมภวะพุทธะพระอมิตาภพุทธะและพระอโมฆสิทธิพุทธะ ต้องอุดกริ่งด้วยกริ่งที่ประกอบด้วยมหาพุทธคม 5 ประการซึ่งถือว่าเป็นการสร้างที่สลับซับซ้อนมาก

ต่อมาความเชื่อนี้ก็ได้เผยแผ่เข้ามาทางเขมรดังมีหลักฐานในการสร้างพระกริ่งปทุมสุริยวงศ์ซึ่งเป็นพระกริ่งที่สร้างโดยพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์หรือพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ซึ่งเป็นผู้สร้างนครวัดนั่นเองโดยมีพิธีการสร้างที่ยิ่งใหญ่และซับซ้อนมากต้องมีการตั้งราชวัตรฉัตรธงมีการหล่อหลอมมวลสารโลหะศักดิ์สิทธิ์ต่างๆตามตำราเพื่อนำไปแจกจ่ายแก่เราราชบุรีและอำมาตย์ทั้งหลายหลังจากนั้นแนวคิดเรื่องพระกริ่งจึงเริ่มเผยแผ่เข้ามาในเมืองไทยซึ่งผู้ที่สร้างพระกริ่งครั้งแรกก็คือสมเด็จพระสังฆราชกรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์แห่งวัดบวรนิเวศวิหารผู้สร้างพระกริ่งปวเรศอันเป็นพระกริ่งในตำนานที่ทุกคนปรารถนาจะครอบครองนั่นเอง

สันนิษฐานว่าท่านน่าจะได้ตำราการสร้างพระกริ่งนี้มาจากสมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ของเขมรที่ได้มาผนวชร่วมกับกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ซึ่งเป็นพระชนกท่านโดยกรมพระยาปวเรศได้ดัดแปลงพระกริ่งปทุมสุริยวงศ์ให้เป็นพระกริ่งแบบไทยคือจากเดิมพระกริ่งสุริยวงศ์นั้นมีกลีบดอกบัว 7 กลีบก็เพิ่มเป็นแปดกลีบเพื่อให้เข้ากับหลักคำสอนคือวิชา 8 ประการได้แก่ อิทธิวิธี มโนยิทธิ ทิพยโสต วิปัสสนาญาณ เจโตปริยญาณ บุฟเพนิวาสนุสสติญาณ ทิพยจักขุ และอาสวักขยญาญาณ

และกริ่งที่ใช้ในพระกริ่งปวเรศนั้นจากเดิมในพระกริ่งปทุมสุริยวงศ์จะจารึกชื่อพระธยานิโพธิสัตว์ 8 พระองค์ พระกริ่งปวเรศก็จะเปลี่ยนเป็นจารึกพระนามพระพุทธเจ้า 7 พระองค์แทนคือพระวิปัสสีพระสิกขีพระเวสสภูพระกกุสันโธพระโกนาคมโน พระกัสสปะและพระโคตมะลงไปแทนเป็นต้น

แต่ผู้ที่ได้ทำให้พระกริ่งเผยแผ่ออกไปและเป็นที่นับถือบูชากันอย่างมากมายก็คือสมเด็จพระสังฆราชแพแห่งวัดสุทัศน์ซึ่งท่านได้เริ่มสนใจการสร้างพระกริ่งจากตอนที่สมเด็จพระวันรัตแดงซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่านได้ป่วยเป็นอวัยวะจากโรคแล้วสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสแห่งวัดบวรนิเวศได้เสด็จมาเยี่ยม และรับสั่งว่าเคยเห็นกรมพระยาปวเรศใช้พระกริ่งรักษาโรคได้จึงนำพระกริ่งมาทำน้ำมนต์รักษาโรคให้ ซึ่งสมเด็จพระวันรัตแดงก็หายจากโรคทันทีเมื่อสมเด็จพระสังฆราชแพเห็นดังนั้นก็เลยสนใจศึกษาวิธีการทำไว้และมีการสร้างออกมาหลายรุ่นโดยเผยแผ่เป็นที่นิยมศรัทธาในเวลาต่อมาด้วยการทำพระกริ่งให้ถูกต้องตามตำราจริงๆนั้นจะต้องใช้โลหะ 9 ชนิดที่เรียกว่านวโลหะได้แก่ทองคำ 9 บาทเงิน 8 บาททองแดง 7 บาทสังกะสี 6 บาทปรอท 5 บาทบริสุทธิ์ 4 บาทเหล็กละลายตัว 3 บาทเจ้าน้ำเงิน 2 บาทและชิน 1 บาทแล้วยังต้องนำโลหะเรานี้มาหลอมรวมกันแล้วนำไปรีดเป็นแผ่นจารเป็นยันต์ 108 นะปถมัง 14 และอื่นๆอีกมากเพื่อนำมาหล่อหลอมรวมกันเป็นพระกริ่งแล้วนำไปทำพิธีปลุกเสกอีกจึงจะสำเร็จเป็นพระกริ่งโดยสมบูรณ์

สูตรการเล่นแร่แปรธาตุของคนในสมัยโบราณนี้ได้ผ่านการพิสูจน์ทดลองมามาก ถ้าทำได้ตามสูตรนวโลหะจริงแม้ยังไม่ได้ปลุกเสกแต่ด้วยโลหะที่ผสมกันอย่างลงตัวก็สามารถนำไปแช่ในน้ำให้ปฏิกิริยาเป็นยาฆ่าเชื้อโรค รักษาโรคต่างๆได้

แต่ในปัจจุบันคงจะหาของให้ครบตามสูตรจริงได้ยากอีกทั้งทองคำก็มีราคาแพงมากเพราะฉะนั้นพระกริ่งบางที่ในปัจจุบัน แม้จะบอกว่าเป็นเนื้อนวโลหะแต่ก็ไม่ได้ใส่ทองคำลงไปเลยหรือใส่น้อยมากจนไม่ได้สัดส่วนตามสูตรโบราณจึงไม่ใช่นวโลหะที่แท้จริงซึ่งนวโลหะที่ครบตามสูตรจริงนั้นสังเกตได้คือดูลักษณะของเนื้อองค์พระจะกลับดำมันสวยงามดูเข้มขลังชัดเจนมากต่างจากนวโลหะปลอมๆที่ผิวจะไม่กลับดำและดูด้านๆไม่สวยงามเข้มขลัง

ส่วนคำถามที่ว่าคำว่าพระกริ่งมาจากอะไรนั้นก็จะเห็นได้ว่ามาจากรูปลักษณ์ของพระที่มีการบรรจุเม็ดกริ่งไว้ภายในเมื่อเขย่าก็จะมีเสียงกริ้งๆจึงทำให้เกิดเป็นคำว่าพระกริ่งขึ้นนั่นเองโดยสันนิษฐานว่าคงจะมีมาตั้งแต่ในสมัยจีนธิเบตเพราะเราจะเห็นว่าพระธิเบตเวลาสวดมนต์ก็จะมีการเขย่าระฆังหรือสิ่งบางอย่างเพื่อเป็นการอัญเชิญบารมีแห่งพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์และองค์เทพเทวาให้มาช่วยประสิทธิ์ในการทำพิธีต่างๆด้วยเพราะฉะนั้นจึงเอาเม็ดกริ่งบรรจุลงไปในองค์พระเพื่อเวลาที่เขย่าจะได้อัญเชิญบารมีแห่งพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์มาช่วยเหลือให้สามารถรักษาโรคภัยทั้งปวงได้สำเร็จนั้นเอง

แต่ก็ยังมีความหมายที่ลึกซึ้งอีกอย่างหนึ่งซึ่งสมเด็จพระสังฆราชแพเคยกล่าวไว้ว่าคำว่าพระกริ่งนั้นมาจากคำว่า “กิง กุสะโล” ซึ่งหมายความว่านั่นคือกุศลอะไร กุสโลก็คือกุศลจริงก็คืออะไรถือเป็นคำถามที่เกิดจากตอนที่พระผู้ปฏิบัติธรรมจนจิตผ่านเข้าสู่จุดของอุเบกขาซึ่งมีความสงบนิ่งแล้วบรรลุสภาวะต่อไปที่สูงขึ้นกว่านั้นสูงกว่ากุศลใดๆทั้งปวงที่เคยทำมาจึงเกิดความสงสัยว่าเอ๊ะนี่กุศลอะไรซึ่งกุศลที่สูงกว่าอุเบกขาก็คือพระนิพพานความหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงนั่นเองเพราะฉะนั้นจึงกุสโลหรือพระกริ่งในความหมายนี้จึงหมายถึงการเข้าถึงพระนิพพานนั่นเอง

เพราะฉะนั้นถ้าผู้สร้างและผู้ใช้พระกริ่งสามารถเข้าถึงพระกริ่งได้อย่างแท้จริงแล้วก็จะสามารถนำพระกริ่งไปอาราธนาใช้ได้ทั้งในการรักษาโรคภายนอกคือโรคภัยไข้เจ็บทางกายเช่นปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้ไม่สบายและโรคภายในคือกิเลสเอาวิชาความโลภโกรธหลงที่อยู่ในใจให้หมดไปจึงถือได้ว่าเป็นพุทธคุณชั้นสูงที่รักษาได้ทั้งทางโลกและทางธรรมโดยสิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างคือจิตของผู้สร้างและผู้ใช้แม้จะมีปัญหาเรื่องต้นทุนหรือการค้นหามวลสารต่างๆไม่สามารถจะสร้างพระกริ่งที่ครบตามตำรานวโลหะได้แต่ถ้าจิตของท่านถึงพระสามารถอาราธนาบารมีพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์พระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าเทพผมทั้งหมดทั้งปวงมาประสิทธิในพระกริ่งนั้นได้ความศักดิ์สิทธิ์หรือบุญฤทธิ์ที่อยู่ในกลุ่มนั้นเมื่อนำมาแช่ในน้ำอุ่นและผ่านการอธิษฐานจิตสวดมนต์บูชาจากผู้ใช้ที่มีจิตมั่นคงถึงพระจริงๆแล้วพลังงานทั้งปวงก็จะแถลงสู่ในน้ำนั้นและใช้เป็นน้ำมนต์รักษาโรคภัยรักษาผีเข้านำไปรดร้านค้าขายของดีหรือจะนำพระกริ่งไปแขวนติดตัวป้องกันภยันตรายต่างๆหรือนำมาใช้สวดมนต์ภาวนาก็ใช้ได้ทั้งสิ้นเพราะบารมีแห่งพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์นั้นมีพลังงานครอบคลุมสูงสุดในทุกด้านและสามารถแผ่ไปได้อย่างไม่มีประมาณขึ้นอยู่กับว่าจิตเราจะถึงพระและนำพลังงานมาใช้ได้เพียงใดเท่านั้น

ขอบคุณข้อมูล
– ดร.รอบทิศ ไวยสุศรี แฟนพันธุ์แท้พระเกจิคณาจารย์ ปี 2006
– หนังสือตอบโจทย์พระเครื่อง รู้เรื่องของขลัง ของสำนักพิมพ์ ND Publishing


หากข้อมูลนี้มีความผิดพลาดประการใดหรือละเมิดต่อสิทธิของท่าน โปรดแจ้งมาที่ phopprashop@gmail.com