เรื่องราวของกุมารทอง

เรื่องราวของกุมารทอง

บทสัมภาษณ์นี้กล่าวถึงตอนที่ได้มีโอกาสพบกับอาจารย์ฆราวาสท่านหนึ่ง อาจารย์ผู้นี้เชี่ยวชาญในการทำกุมารทองและเคยทำมาแล้วหลายตนในอดีต (ต้องขออภัยที่ไม่อาจเอ่ยถึง ชื่อนามของท่านได้ด้วยเพราะท่านร้องขอสงวนไว้) ได้พูดคุยกับอาจารย์ถึงเรื่องการทำการสร้างกุมารทอง ซึ่งท่านได้กรุณาเปิดเผยให้ทราบตามที่สามารถเปิดเผยได้ โดยพอสรุปความได้ดังนี้

กล่าวถึงวิธีการสร้างกุมารทอง ของอาจารย์ผู้เรืองเวท

เมื่อเราคิดจะทำกุมารทอง เราจะต้องหาไม้มาแกะเป็นกุมารไม้ที่จะใช้แกะนี้ใช้ได้เพียง 3 ชนิดคือ ไม้โพธิ์ มะยมป่า และ รักป่า ถ้าได้ชนิด “ตายพราย” ท่านว่าดีนัก แต่ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ก็อนุโลมเอาต้นที่ยังสดๆอยู่

วันที่จะทำการตัด ต้องเป็นวันขึ้น 15 ค่ำ และขึ้นกับฤกษ์ยามที่อาจารย์จะตัดให้ เมื่อไปถึงต้นโพธิ์ มะยมป่า หรือ รักป่า ที่เราหมายตาไว้ก่อน แล้วเราจะต้องเลือกกิ่งที่จะตัดเอาเฉพาะกิ่งที่ชี้ไปทางทิศตะวันออก ซึ่งก่อนอื่นเราจะต้องทำน้ำมนต์โดยใช้บท “อิติปิโส ฯลฯ” “ชุมนุมเทวดา” แล้วรดน้ำมนต์ตรงต้นเพื่อ “ขอพลี” โดยเราจะต้องเอื้อนเอ่ยวาจาว่า จะขอกิ่งเอาไปทำอะไรแล้วก็ตอบเองเออเองว่า

“เอาไปเถอะ .. อนุญาตขอให้กุมารจงเกิดตบะ เดชะสมดั่ง ปรารถนา”

เมื่อเสร็จแล้วเราจะเอาผ้าขาวรองไว้ใต้กิ่งที่จะตัดเพื่อรองรับเศษไม้เศษใบที่ร่วงลงมาขณะตัดกิ่ง จะได้รวมนำไปลอยน้ำพร้อมกัน แต่การตัดกิ่งก็จะต้องตัดอย่างละมุนละม่อม ไม่ใช้มีดใช้ขวานฟันโครมครามให้ต้นสะเทือน เมื่อตัดได้แล้วเราก็จะตัดให้เหลือพอที่จะไปทำการแกะเป็นรูปกุมารห่อไว้ด้วยผ้าแดง ส่วนกิ่งใบที่ไม่ต้องการเราจะรวมห่อไว้ในผ้าขาวที่ปูรองไว้ใต้กิ่งก่อนแล้วนำไปลอยน้ำ

ไม้ที่จะแกะเป็นกุมารเมื่อกลับถึงบ้าน ต้องเอามาตากแดดเช้ายันเย็น เป็นเวลา 7 จันทร์ และตากน้ำค้าง 7 เสาร์ ซึ่งการตากแดดนี้ ให้ตากตั้งแต่ 6 โมงเช้า – 6 โมงเย็น การตากน้ำค้างก็เช่นกัน ให้ตากตั้งแต่ 6 โมงเย็น – 6 โมงเช้า ก่อนถึงวันฤกษ์ดีที่จะทำพิธีแกะ อาจารย์ผู้ทำพิธีจะเอาต้นกล้วย ต้นอ้อยอย่างละต้นมาตั้งไว้ 4 ทิศ ล้อมด้วยสายสิญจน์ พื้นภายในสายสิญจน์จะปูลาดด้วยผ้าขาว เทียนสีผึ้งแท้ซึ่งไส้ทำด้วยสายสิญจน์ สูง 1 ศอก จำนวน 8 เล่ม ธูป 36 ดอก จะต้องเตรียมไว้ และเครื่องมือ ที่จะใช้ในการแกะกุมารทองจะต้องวางไว้ในวงสายสิญจน์ให้พร้อม

เรื่องราวของกุมารทอง
กุมารทอง รุ่นแรก หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม จ.นครปฐม
รูปภาพ : สมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย

อาจารย์ผู้ทำพิธีซึ่งเป็นฆราวาสต้องนุ่งขาวห่มขาว มีศิษย์ปฏิบัติ หรือลูกมือเพื่อช่วยเหลือจำนวน 4 คน ศิษย์นี้ให้นุ่งขาวแต่ไม่ต้องสวมเสื้อเป็นผู้คอยจุดธูปเทียน ที่ต้องมีศิษย์หรือลูกไม้ลูกมือคอยช่วยเหลือในการจุดธูปเทียน ถึง 4 คนนั้น ก็เพราะว่าไฟที่จะใช้จุดธูปเทียนในพิธีนี้จะต้องเป็นไฟจากแสงพระอาทิตย์คือจะต้องใช้แว่นขยายส่องรับแสงจากพระอาทิตย์ เพื่อรวมแสงพลังความร้อนจ่อไปที่เทียนชัยให้ติด ห้ามมิให้ใช้ไม้ขีดหรือไฟแช็คเป็นอันขาด

ส่วนที่บูชาครูนอกวงสายสิญจน์ประกอบด้วยธูป เทียน ดอกไม้ 5 ดอก หมากพลู ยาฉุน อย่างละคำ แต่ไม่ต้องทำเป็นคำๆ พลูให้วางไว้ทั้งใบ หมากเมื่อผ่าแล้วไม่ต้องเจียน เต้าปูน และไม้ขีดไฟ 1 กลัก เครื่องบูชาครูนี้ให้วางไว้ต่างหากจากหน้าพระ

พูดถึงคนแกะรูปหุ่นกุมารทอง อาจแบ่งได้เป็น 2 ลักษณะ อย่างแรกใช้ช่างที่ชำนาญในการแกะมาเป็นคนแกะ อีกลักษณะหนึ่ง ใช้คนที่ไม่รู้เรื่องในการแกะเลยมาเป็นคนแกะ (ซึ่งท่านว่า ความขลังถ้าจะให้แน่จริง ควรใช้คนที่แกะไม่เป็น เพราะกุมารทองจะเป็นผู้ใช้ให้คนแกะรูปของตนได้ตามใจปรารถนา) แต่ไม่ว่าจะใช้คนแกะที่มีความชำนาญในด้านนี้ หรือ ผู้ที่แกะไม่เป็นเลยก็ตาม พิธีการแกะรูปหุ่นกุมารทองจะต้องสิ้นสุดลงก่อน 6 โมงเย็น

บุคคลผู้ที่จะแกะรูปกุมารทอง

ก่อนที่จะทำพิธีการแกะ จะต้องอาบน้ำมนต์ธรณีสาร นุ่งผ้าโจงกระเบนสีแดง ห่มแดง เข้าไปนั่งรอฤกษ์ยามอยู่ในวงสายสิญจน์ ระหว่างอยู่ในวงสายสิญจน์ห้ามกินห้ามดื่ม แม้แต่น้ำลายก็กลืนไม่ได้ คนแกะเมื่อเข้าไปในวงสายสิญจน์จะต้องนั่งหันหน้าไปทางทิศใต้ เมื่อได้ฤกษ์อาจารย์ฆราวาสผู้ทำพิธีซึ่งนุ่งโจงกระเบนสีขาวห่มขาว จะบูชาพระ และบูชาครู เสร็จแล้วจุดธูป จุดเทียนชัย ตามมุมสายสิญจน์ทั้ง 4 ทิศ

ธูปจะต้องจุดตลอดเวลาและเทียนชัยจะดับไม่ได้ ศิษย์ปฏิบัติซึ่งเป็นลูกไม้ลูกมือจะต้องอยู่ประจำทั้ง 4 ทิศ คนละทิศ คอยจุดธูป ต่อเทียน เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วอาจารย์ฆราวาสเจ้าพิธีจะนำสายสิญจน์ ไปมัดมือขวาของคนแกะ 3 รอบ ส่วนตัวผู้เป็นอาจารย์เจ้าพิธีเอง จะถือกลุ่มสายสิญจน์นั่งบริกรรมนอกวงคนแกะ แล้วก็ให้สัญญาณคนแกะรูปหุ่นกุมารทองให้ลงมือได้ เมื่อถึงฤกษ์ยามที่กำหนด คนแกะก็จะลงมือแกะ

การแกะรูปหุ่นกุมารทองส่วนใหญ่ จะแกะเป็นเด็กหัวจุก นุ่งโจงกระเบนสูงประมาณเกือบนิ้ว ไม่ใส่เสื้อ แขนทั้งสองแนบชิดตัว หรือเท้าเอวข้างหนึ่ง ระหว่างการแกะอยู่นั้นอาจารย์ฆราวาสเจ้าพิธีจะท่องคาถาชุมนุมธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และเชิญวิญญาณธาตุเข้าประทับ ในขั้นตอนนี้พูดไปก็เหมือนการประกอบรถยนต์นั่นแหละ ไม่หนีดินน้ำลมไฟไปได้ ส่วนวิญญาณธาตุก็เหมือนคนขับรถ รถไม่มีคนขับมันจะวิ่งได้อย่างไร ฉันใดก็ฉันนั้น

เมื่อเสร็จแล้วอาจารย์ฆราวาสเจ้าพิธีจะออกจากบริกรรม เข้าไปในวงสายสิญจน์ แก้สายสิญจน์ที่มัดมือคนแกะรูปกุมารทอง ที่แกะเรียบร้อยแล้ววางบนพานที่รองรับด้วยผ้าแดงซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะเล็กๆ ที่ศิษย์ปฏิบัติหรือลูกมือส่งเข้าไปในวงสายสิญจน์ พร้อมกับตั้งถ้วยนมเซ่นสรวงกุมารทอง

ท่านว่า น้ำนมที่เซ่นสรวงกุมารทองในพิธีกรรมนี้จะต้องใช้ “นมคน” ห้ามใช้นมผง นมข้นหรือนมกระป๋องเป็นอันขาด ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องหานมคนจัดเตรียมไว้ให้พร้อมล่วงหน้า อาจารย์ฆราวาสเจ้าพิธีจะนั่งบริกรรมอัญเชิญกุมารทองกินนม ซึ่งเขาว่าเมื่อพิธีกรรมดำเนินมาถึงขั้นนี้ ขณะที่อาจารย์เจ้าพิธีบริกรรมอัญเชิญกุมารกินนมนั้นกุมารทองจะลุกขึ้นยืน เป็นอัศจรรย์ ระหว่างนั้นศิษย์ปฏิบัติซึ่งเป็นลูกมือ จะม้วนสายสิญจน์ที่ล้อมวงไว้ออกจนหมด คราวนี้ก็มาถึงการพิสูจน์ทดลองว่ากุมารทองที่สร้างขึ้นด้วยพิธีกรรมดังกล่าวจะเฮี้ยนหรือไม่ ท่านว่าให้เอากุมารทองไม้แกะห่อผ้า ประเจียดสีแดง แล้วคาดแขนขวาคนแกะ ส่วนอาจารย์ฆราวาสเจ้าพิธี จะเอาใบพลูมาเสก จากนั้นก็เอาไปวางไว้บนศีรษะคนแกะรูปหุ่นกุมารทองพร้อมกับพูดเสียงดังๆ ว่า

“กุมารทองลูกพ่อจับใบพลู ไว้อย่าให้หลุด”

สิ้นเสียงอาจารย์เจ้าพิธีคนแกะจะทะลึ่งลุกขึ้นวิ่งพุ่งหลาวลงน้ำ ดำผุดดำว่ายอยู่พักหนึ่งจึงกลับขึ้นมา ถ้าใบพลูไม่หลุดจากศีรษะถือว่า การทำกุมารทองบรรลุผลสมความมุ่งหมาย หาไม่แล้วอาจารย์เจ้าพิธี จะต้องทำการปลุกเสกจนกว่ากุมารทองจะลุกขึ้นยืนจึงใช้ได้ กุมารทองจะมีฤทธิ์เดชเป็นที่อัศจรรย์ดังที่กล่าวมาแล้ว



จากเรื่องราวแห่งพิธีกรรมการสร้างกุมารทองดังที่กล่าวมานั้น จะเห็นได้ว่ากรรมวิธีในการทำกุมารทองนั้นมีความซับซ้อนยุ่งยากไม่น้อย ไม่ใช่ว่านึกอยากจะสร้างอยากจะทำแล้วทำกันง่ายๆ ที่สำคัญก็คือการทำพิธีในแต่ละครั้งนั้น จะทำได้ครั้งละ 1 ตน เท่านั้น ไม่สามารถทำได้คราวละร้อยละพันอย่างสมัยนี้

อย่างไรก็ตาม แม้การทำกุมารทองตามพิธีกรรมดังกล่าวมานั้น จะมีความลึกล้ำพิสดารแค่ไหนก็ตาม อาจารย์เจ้าพิธีกล่าวว่าความขลังความศักดิ์สิทธิ์ของกุมารทองไม่ได้อยู่ที่ตรงพิธีกรรมในการสร้างการทำเพียงอย่างเดียว ต้องอาศัยจิตที่เชื่อมั่นศรัทธาของเราเองประกอบด้วย ถ้าจิตของเราเชื่อกุมารทองก็ขลัง

ถ้าเราเชื่อว่ากุมารทองสามารถทำอะไรต่างๆให้กับเราได้ กุมารทองก็ทำได้ แต่ถ้าเราเกิดสงสัยไม่แน่ใจในความสามารถของกุมารทอง กุมารทองก็ไม่ต่างไปจากเศษไม้ที่ถูกแกะเป็นรูปเด็กเท่านั้นเอง

กุมารทองต้นตำรับ (คำบอกเล่า คุณลุง สิริ กาญจน์กฤษณ์)

แม้จะได้ทราบข้อมูลเรื่องราวการสร้าง กุมารทองมาพอสมควร ถ้าไม่กล่าวถึงวิธีการหรือพิธีกรรม การสร้างกุมารทองตามตำรับวิชาของขุนแผนแสนสะท้านเจ้าเมืองกาญจนบุรี จากวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นเวทวิชาดั้งเดิมในการสร้างการทำกุมารทอง ก็คงจะขาดความสมบูรณ์

ในเรื่องการสร้างกุมารทองตามตำรับเวทวิชาของขุนแผนนั้น ได้รับข้อมูลจากตำราอันเป็นหลักฐาน และคำบอกเล่าของคุณลุง สิริ กาญจน์กฤษณ์ อดีตนักหนังสือพิมพ์ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในสมัยก่อน แม้จะแก่ชราแต่ความจดความจำยังแม่นยำชนิดคนวัยหนุ่มไม่กล้าเข้าเปรียบ

เนื่องเพราะยามล่วงเข้าสู่วัยสูงอายุ ท่านได้พักผ่อนอยู่กับบ้าน เข้าวัดเข้าวาศึกษาการปฏิบัติจิตตภาวนาเป็นประจำ สติสัมปชัญญะจึงไม่เสื่อมถอยไปตามสังขารแห่งวัยด้วยอำนาจธรรม อำนาจสมาธิ ท่านได้กล่าวถึงเรื่องกุมารทองพร้อมทั้งยกตำราหลักฐานหอบใหญ่มาประกอบการบอกเล่า ซึ่งมีความแตกต่างจากเรื่องราวที่กล่าวมาแต่ต้นไม่น้อย จึงขอหยิบยกมาให้ได้พิจารณากันในที่นี้ด้วยพอสรุปความอันเป็นสาระได้ดังนี้

กุมารทองนี้มีการทำมาหลายยุคหลายสมัย ทำเป็นเดี่ยว เรียกว่า “กุมารทอง” ถ้าเป็นคู่เรียก “กุมารเงิน” ซึ่งบางอาจารย์ก็ทำเป็น “กุมารแก้ว” กับ “กุมารทอง” คู่กัน แต่โดยส่วนใหญ่มักนิยมเรียกรวมๆกันไปว่า “กุมารทอง”

แต่แรกเริ่มเดิมทีในการสร้างกุมารทองนั้น คุณฉันนะ วารมัน ได้บันทึกในตำรับเครื่องรางของขลังว่า กุมารทองได้เริ่มมีการสร้างเป็นครั้งแรก ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีในแผ่นดิน สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ซึ่งในวรรณคดีไทยเรื่องขุนช้างขุนแผนเรียกว่า พระพันวสา

ท่านบอกว่าอยู่ในระหว่าง พ.ศ.2034 – 2072 โดยมีขุนแผน แสนสนิท ศิษย์ของท่านพระอาจารย์คง วัดแค ผู้เชี่ยวชาญไสยเวทเป็นแม่ทัพเอกที่ขึ้นชื่อลือนามในสมัยนั้นเป็นผู้ทำขึ้นมาก่อน

เรื่องราวของกุมารทอง
ภาพจากวรรณคดี ขุนแผน ผ่าท้องนางบัวคลี่ เพื่อเอาเด็กออกมาทำกุมารทอง

วรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนนี้ นักปราชญ์รับรองว่าประพันธ์โดยอาศัยเค้าโครงเรื่องจริงสมัยอยุธยา ซึ่งก็น่าจะเป็นจริงเพราะมีสถานที่หลายแห่งที่ปรากฏชื่อขุนช้างขุนแผนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย เช่น เขาชนไก่ ที่กาญจนบุรี เรือนทรงไทยของขุนแผน ที่พระราชวังเดิม แม้แต่วัดป่าเลไลยก์ ที่สุพรรณบุรี ก็มีนางพิมอยู่ด้วย

การทำกุมารทองของขุนแผนนั้น ไม่เหมือนอาจารย์ใดในยุคหลัง และในยุคนี้คงไม่มีใครทำตามอย่างได้เพราะต้องเอาชีวิตเด็กในท้องมาย่างไฟปลุกเสกทำขึ้น จึงน่าจะกล่าวได้ว่าเคยมีปรากฏมาเพียงหนึ่งเดียวในโลก ซึ่งพิธีกรรมการสร้างการทำกุมารทองนั้น มีบรรยายไว้ในบทกลอนวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนดังนี้

… ครั้นเวลาดึกสงัดกำดัดหลับ คนระงับนอนเงียบเกรียบไหว
ก็เป่าคาถาสะกดประกับใจ แล้วลุกไปลนลานเตรียมการพลัน
เอาเครื่องอานสารพัดสงย่าม กับเทียนสามเล่มใส่ขมีขมัน
กลักเหล็กไฟสายสิญจน์ทั้งเลขยันต์ ก็พร้อมสรรพฉับพลันด้วยทันที
หยิบมีคล้ำด้ามกัลปังหา ตรงมาดึงตัวบัวคลี่
แหวกม่านตลบมุ้งขึ้นทันที อัจกลับริบหรี่เห็นร่ำไร
ยีนขึ้นบนเตียงเข้าเคียงข้าง พินิจนางนิ่งนอนถอนหายใจ
ไม่รู้เลยว่าร่างมันร้างใจ จะฆ่าผัวเสียได้ช่างไม่คิด
แล้วตั้งมีดตั้งท่าง่าขยับ ใจกลับมืออ่อนสะท้อนจิต
แล้วกลับนึกถึงนางวางยาพิษ เอาชีวิตเสียเถิดอย่าไว้มัน
เอามีดคร่ำตำอกเข้าตำรา เลือดทะลักหลวมทะลุตลอดสัน
นางกระเดือกเสือกดิ้นสิ้นชีวัน เลือดก็ดั้นดาดแดงดั่งแทงความ
แล้วฝ่าแผ่แล่แสงตลอดอก แหวะหวะฉะรกให้ขาดสาย
พินิจแน่แลเห็นว่าเป็นชาย ก็สมหมายดีใจไม่รั้งรอ
อุ้มเอาทารกยกจากท้อง กุมารทองมาเถิดไปกับพ่อ
หยิบย่ามใบใหญ่ใส่สวมคอ เอาผ้าห่อลูกชายสะพายไป
เปิดประตูจู่ออกมานอกบ้าน รีบเดินฝ่าตัดเข้าวัดใต้
ปิดประตูวิหารลั่นดาลใน ลิ่มกลอนซ้อนใส่ไว้ตรึงตรา
วางยามเปิดกลักแล้วชักชุด ตีเหล็กไฟจุดเทียนแดงร่า
เอาไม้ชัยพฤกษ์พญายา ปักเป็นขาพาดกันกุมารวาง
ยันต์นารายณ์แผลงฤทธิ์ปิดศีรษะ เอายันต์ราชราชะปะพื้นล่าง
ยันต์นารายณ์ฉีกอกปกเปิดกลาง ลงยันต์นางพระธรณีที่พื้นดิน
เอาไม้รักปักเสาขึ้นสี่ทิศ ลงยันต์ปิดธงวงสายสิญจน์
ลงเพดานยันต์สังวาลอัมรินทร์ ก็พร้อมสิ้นในตำราทุกท่าทาง
เอาไม้มะริด กันเกรา เถากันภัย ก่อชุดจุดไฟใต้พื้นล่าง
ตั้งจิตสนิทไว้ที่ทาง ร้อนทั้งตัวทั่วกันน้ำมันฉ่ำ
กลับหน้ากลับหลังไปทั้งสอง เกราะแกร่งแห้งได้ดั่งใจปอง
ฯลฯ

การทำกุมารทองของขุนแผน นับว่าเป็นพิธีกรรมพิสดารไม่น้อย ต้องเอาชีวิตทั้งแม่และลูกเพื่อเอาร่างของลูกมาทำพิธี แม้ว่าผู้เป็นแม่คือนางบัวคลี่มีจิตคิดจะฆ่าด้วยการวางยาพิษก็เถอะ แต่การที่ต้องฆ่าแม่เพื่อเอาลูกมาทำกุมารทองของขลังอย่างนั้น ดูแล้วพิกลอยู่ไม่น้อย

แต่อย่างไรก็ตามการทำพิธีกรรมอย่างนี้ก็นับว่าจะทำได้ก็แต่เฉพาะผู้ที่ทรงเวทวิทยาคมแก่กล้าในเวทมนตร์คาถา ชำนาญในอักขระยันต์ในพิธีกรรมอันเร้นลับเป็นอย่างดียิ่ง

กุมารจากซากศพ (ตำราการทำกุมารทอง พิธีกรรมดั้งเดิมของขุนแผน)

การทำกุมารทองในอีกพิธีกรรมหนึ่ง ซึ่งได้มีบันทึกไว้ในตำราเล่มเดียวกันที่ได้อ้างถึงไปแล้ว เป็นพิธีกรรมการทำกุมารทองที่อาจกล่าวได้ว่า เป็นการประยุกต์มาจากพิธีกรรมดั้งเดิมของขุนแผน ตามตำราการทำกุมารทองในกาลต่อมา อาจารย์เจ้าของตำราได้บันทึกไว้ว่า ผู้ทรงเวทวิทยาคมที่มีความตั้งใจจะทำกุมารทองขึ้นมาไว้ใช้สอย ท่านจะคอยฟังข่าวดูว่าบ้านใดวัดใดที่จะมีศพตายทั้งกลม คือ ตายทั้งแม่และลูกที่จะนำมาฝากหรือฝังไว้ในป่าช้า เพราะเป็นประเพณีความเชื่อกันมาแต่โบราณว่าหญิงที่ตายทั้งกลมเขาจะไม่เผาในทันที จะต้องนำไปฝังไว้ก่อนระยะเวลาหนึ่ง แล้วจึงจะขุดขึ้นมาเผากันในภายหลัง

เรื่องราวของกุมารทอง
ปัจจุบันยังมีการลักลอบขุดขโมยศพเด็กทารกตามสุสาน เพื่อนำไปทำกุมารทอง และส่งขายไปยังต่างประเทศ

ทีนี้พอสืบทราบว่ามีศพตายทั้งกลมสมประสงค์ เมื่อศพถูกนำไปฝังไว้ในป่าช้าแล้วตกกลางคืนผู้ต้องการทำกุมารทอง ก็จะจัดเตรียมมีดหมอที่ปลุกเสกเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งอุปกรณ์ต่างๆที่จะต้องใช้ในการทำพิธีเข้าไปที่หลุมศพนั้น โดยจะต้องเข้าไปทำพิธีตามลำพังเท่านั้น ห้ามมีผู้อื่นติดตามไปด้วย

ครั้นถึงที่ฝังหรือที่เก็บศพแล้ว ให้จัดการงัดฝาโลงทำการแก้ผ้าตราสังออก จากนั้นจึงใช้มีดหมอผ่าท้องศพเพื่อที่จะเอาซากทารกของศพออก วิธีการผ่าเอาซากทารกในศพออกมานั้นท่านว่าเป็นไปในลักษณะเดียวกันกับขุนแผนผ่าท้องนางบัวคลี่นั่นแหละ ความสำคัญในขั้นตอนนี้อยู่ที่ว่าขณะผ่าท้องนำซากทารก ออกมานั้นต้องมีการบริกรรมคาถากำกับตลอดเวลk คาถามีว่าดังนี้

“สิทธิเตโช สิทธิจิตตัง มะลันทะนัง”

เมื่อได้ตัวเด็กออกมาจากศพแม่แล้ว ให้พูดกับซากศพทารก นั้นว่า

“กุมาร ทองเจ้าเอยพ่อนี้รักเจ้ามาก
พ่ออยากได้เจ้าไปเป็นลูกของพ่อ
ไปอยู่กับพ่อเถิด พ่อจะเลี้ยงดูเจ้าให้สุขสบาย
เจ้าเต็มใจไปกับพ่อนะลูกนะ”

ตามตำราท่านว่าให้พูดเองเออเอง ถามเองตอบเอง แล้วทำนิมิตให้เห็นว่าซากทารกที่จะนำไปประกอบพิธีกรรมเป็นกุมารทองนั้นลุกขึ้น และพูดเจรจาโต้ตอบกับตนดุจดั่งทารกที่ยังมีชีวิตจริงๆ

เมื่อผู้ทำพิธีพูดเองเออเองในทำนองว่าทารกนั้นเต็มใจจะไปอยู่เป็นลูกแล้ว ท่านให้ใช้มีดหมอตัดสายรกอันเป็นอวัยวะที่สัมพันธ์อยู่กับอุทรของซากศพมารดาออกจากกันทันที จากนั้นจึงเอาซากทารกที่ได้มานั้น ห่อผ้าแดงมาทำพิธีย่างให้แห้งต่อไป

พิธีย่างซากทารกให้เป็นกุมารทองตามพิธีกรรมนั้น ก็ทำตามพิธีกรรมของขุนแผนอีกเช่นกัน คือต้องไปทำพิธีย่างในโบสถ์หรือวิหาร แต่ในพิธีกรรมยุคหลังนี้อนุโลมว่าถ้ามีความจำเป็นไม่สามารถหาโบสถ์ หรือวิหารที่จะย่างซากทารกได้ ท่านให้ทำพิธีย่างภายในเขตพัทธสีมา



การที่มีข้อกำหนดอย่างนั้น ท่านว่าเป็นเคล็ดวิชาเพื่อป้องกันไม่ให้วิญญาณของผู้เป็นแม่มาทำลายพิธีและแย่งเอาลูกของตนคืนไป สำหรับสิ่งของเครื่องใช้ในการทำพิธีย่างซากทารก มีดังนี้

1. ผ้าขาว สำหรับคาดเพดานพิธีมณฑล
2. ไม้รัก สำหรับใช้ปักเป็นเสา 4 อัน ใน 4 ทิศ
3. สายสิญจน์ สำหรับล้อมวนรอบมณฑลพิธี ซึ่งจะต้องจัดเตรียมนำไปให้เพียงพอต่อการล้อมวนรอบให้ได้ครบ 7 รอบ
4. ยันต์มงกุฎพระพุทธเจ้า สำหรับไว้คาดเพดาน
5. ผ้ายันต์ตรีนิสิงเห สำหรับติดกำกับทิศทั้ง 8 ทิศ จึงต้องเตรียมไว้ให้ครบจำนวน 8 ผืน นอกจากนั้นยังให้จัดเตรียม ยันต์อิติปิโสฯ ประจำทิศไว้ติดประจำแต่ละทิศให้ครบถ้วนด้วย คือยันต์ประจำทิศใด ก็ให้ติดยันต์ประจำทิศนั้นให้ถูกต้องตามทิศทั้งแปด คือ
– ทิศบูรพา ให้ติดกระทู้ 7 แบก (อะระชาคะตะระสา)
– ทิศอาคเนย์ให้ติดฝนแสนห่า (ติหังจะโตโรถินัง)
– ทิศทักษิณให้ติดนารายณ์กลืนสมุทร (ปิลัมวะโลปุลัตพุท)
– ทิศหรดี ให้ติดนารายณ์พลิกแผ่นดิน (โสมานะกะริถาโต)
– ทิศประจิมให้ติดตวาดหิมพานต์ (ภะสัมสัมวิสะเทภะ)
– ทิศพายัพให้ติดนารายณ์กลืนจักร (คะพุทปันทูธัมวะคะ)
– ทิศอุดรให้ติดนารายณ์ขว้างจักร (วะโธอะมเะมะวา)
– ทิศอีสาน ให้ติดนารายณ์แปลงรูป (อะวิสสุนุตสานุคติ)

สำหรับไม้ที่จะใช้ทำขาหยั่ง และคานวางซากทารกในขั้นตอนพิธีในการย่างให้แห้งนั้น ท่านให้ใช้ไม้ชัยพฤกษ์ ส่วนไม้รักที่จะนำมาใช้ปักเป็นเสา ถ้าหาไม่ได้ก็ให้ใช้ไม้สักทองแทน หรือไม่ก็ใช้ไม้มะริด ไม้กันเกรา

เมื่อจัดเตรียมเครื่องไฟในพิธีกรรมเป็นที่เรียบร้อยพร้อมสรรพ ล้อมด้วยสายสิญจน์ 7 รอบ ติดยันต์เพดาน ยันต์ตรีนิสิงเหประจำทิศ ตั้งขาหยั่งและทำการจุดไฟก่อลุกดีแล้ว ก็ลงมือย่างซากทารกได้เลย โดยค่อยๆย่างให้แห้งไปเรื่อยๆอย่างทั่วถึง ระมัดระวังไม่ให้ร่างทารกไหม้ไฟ แต่ต้องทำให้แห้งก่อนรุ่งอรุณ หรือก่อนตี 5 ของวันนั้น

ความสำคัญในการย่างทารกที่จะทำเป็นกุมารทองนี้ ขณะที่ย่างนั้นผู้ทำพิธีจะต้องบริกรรมพระคาถากำกับไปด้วยตลอดเวลาอย่าให้ขาดตอน พระคาถามีดังนี้

“สุวัณโณ ปียะกุมาร มหาภูโต มหิทธิโก สัพพทิเสสุ วัตติโก สัพพคาเมสุ โคจโร สัพพชนานัง หะเทเย มหาเตโช ปวัตติโท รัตนะตะ ยานุภาเวนะรัตนะตะเยเตสสาเทวานังอิทธิพเลนะกุมาโรจะมหิทธิโค”

ท่านแปลความไว้ดังนี้

“พ่อกุมารทองที่รัก เจ้าเป็นหนึ่งแห่งมหาภูต มีอิทธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่นัก สามารถเที่ยวไปได้ทุกทิศ เข้าไปในสถานที่แลเคหะบ้านเรือนได้ทุกแห่ง เข้าไปสู่ดวงจิตของคนก็ได้ เจ้าท่องเที่ยวไปด้วยเดชด้วยอานุภาพของคุณรัตนตรัย ด้วยเดชของคุณพระรัตนตรัย และมหฃิทธานุภาพ แห่งฤทธิ์อิทธิกำลังแห่งเทพเจ้าทั้งหลาย เจ้าจงเป็นกุมารทองที่มี อิทธิฤทธิ์ยิ่งใหญ่”

เมื่อย่างกุมารทองจนแห้งดีแล้วก็ให้ดับไฟที่ย่างเสีย แล้วจึงดำเนินพิธีกรรมต่อไปเป็นการอัญเชิญกุมารทองมาสู่ความเป็นเจ้าของ โดยภาวนาพระคาถาดังนี้

“คัจฉา มหาภูโต สมนุสโส สเทวโก กโรหิ ป็ตุวจเมนะ สัมปุณเณนะ ปสิทธิยา”

แปลความว่า

“มาเถิดนะเจ้ามหาภูตผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เสมอด้วยมนุษย์และเทวดา เจ้าจงมาทำตามวาจาของพ่อให้สัมฤทธิ์ผลอย่างเสร็จสิ้นสมบูรณ์”

ทำอย่างนั้นทุกขั้นตอนแล้ว ให้นำซากทารกที่แห้งแล้วนั้น ห่อหุ้มด้วยผ้าแดงแล้วนำกลับมาบ้าน ตามตำราท่านว่าไว้ว่าเมื่อนำมาถึงบ้านแล้ว ให้เอาน้ำมันรักชโลมทาร่างทารกนั้น แล้วปิดด้วยทองคำเปลวแท้บริสุทธิ์ให้ทั่วตลอดตัว

การทำอย่างนั้นจะทำให้ร่างทารกที่ได้ผ่านพิธีกรรมอันเร้นลับศักดิ์สิทธิ์มาแล้ว ดูเหลืองอร่ามไปทั่วร่างดุจทารกทองคำ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเรียกว่า “กุมารทอง”

เรื่องราวของกุมารทอง
ปัจจุบันมีการสร้างกุมารทองมาให้บูชาอย่างมากมาย มีการออกแบบได้อย่างสวยงาม และใช้วัสดุอย่างอื่นมาเป็นมวลสารในการจัดสร้าง
รูปภาพ : กุมารทองจินดามณี หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ (คุณศรีเมืองระยอง จาก G-PRA)

วิธีการเลี้ยงกุมารทอง (ตามตำราเก่าของเกจิอาจารย์)

สำหรับการเลี้ยงกุมารทองนั้นท่านว่าก่อนอื่นต้องทำเรือนให้อยู่เสียก่อน ทำเป็นเรือนหลังเล็กๆ มีของเด็กเล่นจัดเตรียมไวให้ พร้อมสรรพไว้สำหรับให้กุมารทองเล่น ถึงเวลากินอาหารก็ให้เรียกเขามากินด้วย จะเรียกด้วยวาจาหรือระลึกเรียกด้วยจิตในใจก็ได้ตามแต่จะสะดวกตามเหตุการณ์ เรียกให้เขามาร่วมกินพร้อมกัน

แต่ตามที่เห็นๆกันหมู่ผู้เลี้ยงบูชากุมารทองในทุกวันนี้ นิยมตั้งหิ้งบูชาแยกไว้ต่างหากจากที่บูชาพระ หรือบางบ้านก็ใช้หิ้งพระนั่นแหละเป็นที่บูชา แต่วางเป็นสำดับต่ำๆลงมา ถึงเวลาก็จัดอาหารคาวหวานมาถวายพระ ก็จัดเตรียมมาเซ่นสรวงกุมารด้วย แต่แยกเป็นคนละสำรับหรือบางทีก็บอกกล่าวให้ร่วมกันเป็นลูกศิษย์พระเลยก็มี

เคยถามผู้ที่เลี้ยงกุมารทองซึ่งจัดวางรวมไว้ในที่บูชาพระดังกล่าวว่า ทำไมจึงได้จัดวางไว้อย่างนั้น เพราะกุมารทองนั้นจะว่าไปแล้วก็เป็นวัตถุที่จัดสร้างด้วยอำนาจฤทธิ์วิชาและคาถาอาคม โดยอัญเชิญจิตวิญญาณเข้ามาสิงสู่เพื่อให้เกิดมีฤทธิ์มีเดชขึ้น หากมาอยู่รวมกับพระจะเป็นการควรแล้วหรือ กุมารทองจะไม่เสื่อมเดชหรืออย่างไร

ได้รับคำตอบว่าเลี้ยงไว้ให้อยู่กับพระนั่นแหละดี อยู่ใกล้พระ จะได้คอยรับใช้พระ ได้เรียนศีลธรรมจากพระ กุมารจะได้ไม่ซุกซน ดื้อรั้น นั่นก็เป็นทัศนคติที่จะคิดเห็นคิดอ่านกันไปของแต่ละบุคคล ส่วนการใช้กุมารทองนั้น ท่านว่าเป็นการใช้ทรงวิญญาณ ไม่จำเป็นต้องพกพาเอากุมารทองติดตัวไปด้วย เพียงแต่บอกกล่าวเรียกใช้ด้วยวาจาหรือนึกเรียกหามาใช้ทางจิตก็เป็นอันใช้ได้แล้ว

เรื่องราวของกุมารทอง
พี่จุก วัดสวนหลวง อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม” เป็นไม้แกะสลักรูปเด็กเปลือยกายผมจุก เนื้อไม้ทำจากไม้ตะเคียนสีดำมัน สูงประมาณ 3 ฟุต อายุนับร้อยปี ลอยน้ำมาติดอยู่ที่หน้าวัด มีผู้คนมากราบไหว้ขอโชคลาภจากพี่จุกอย่างมากมาย

ตามตำราเก่าที่บันทึกเอาไว้โดยเกจิอาจารย์ผู้ชำนาญด้านกุมารทองกล่าวไว้ว่า กุมารทองนั้นมีคุณแก่ผู้เป็นเจ้าของหลายประการ คือสามารถเรียกใช้ให้ติดตามไปช่วยเหลือในกิจการต่างๆ ของเจ้าของได้ สามารถใช้ให้ไปสืบข่าวที่ต้องการรู้ในระยะไกล โดยเจ้าของไม่จำเป็นต้องเดินทางไปด้วยตนเอง กุมารทองจะกลับมาส่งข่าวให้รู้ด้วยการกระซิบบอก ทั้งยังสามารถบอกกล่าวเตือนภัยที่จะมีมาถึงเจ้าของได้ล่วงหน้าด้วย สามารถบอกโชคให้ลาภหรือดลบันดาลโชคลาภแก่เจ้าของ เป็นองครักษ์ประจำตัวคอยปกป้องเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นแก่เจ้าของ หรือแม้เป็นผู้ขจัดทำร้ายศัตรูคู่อริให้สูญสิ้นก็ทำได้ สามารถเป็นหูเป็นตาปกป้องทรัพย์สิน ดูแลความสงบเรียบร้อยภายในบ้าน ปกป้องเป็นเสมือนเป็นยามรักษาความปลอดภัยในเคหสถานได้เป็นอย่างดี ฯลฯ

แต่อย่างไรก็ดี การเลี้ยงกุมารทองนี้ท่านว่าแม้จะมีคุณต่อผู้เป็นเจ้าของอย่างมากมาย แต่ก็ไม่ต่างจากการเลี้ยงคนที่มีฤทธิ์มีเดช ซึ่งยังคงมีอารมณ์รัก อารมณ์ชัง อยู่อย่างเต็มเปี่ยม เป็นแค่อยู่ร่วมกันโดยไม่เห็นตัวตนเท่านั้น การเลี้ยงจึงควรเลี้ยงด้วยความระมัดระวังไว้บ้าง มิฉะนั้นกุมารทองก็อาจพยศบันดาลผลร้ายด้วยฤทธิ์แห่งกุมารทองในบางสิ่งบางอย่างให้แก่เจ้าของได้เช่นกัน

ขอบคุณข้อมูล
www.itti-patihan.com


หากข้อมูลนี้มีความผิดพลาดประการใดหรือละเมิดต่อสิทธิของท่าน โปรดแจ้งมาที่ phopprashop@gmail.com