รวมคาถา-บทสวดมนต์

** กำลังปรับปรุงข้อมูล **

พระเครื่องและวัตถุมงคล ที่เราบูชาเคารพนับถือ ก่อนที่เราจะนำมาใช้นั้น ควรมีคำกล่าวหรือบทสวด เพื่อเป็นการอาราธนาพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ของครูบาอาจารย์ผู้ปลุกเสกสร้าง และการอาราธนาพระเครื่อง ยังเป็นการปลุกจิตของผู้ใช้ให้ตื่นตัวขึ้นรองรับกับสัมผัสพลังของคุณพระที่บรรจุอยู่ภายใน เชื่อมโยงจิตของเรากับจิตของผู้ปลุกเสกให้ถึงกัน และเป็นการรับรู้เมื่อต้องการความช่วยเหลือย่อมระลึกถึงได้ โดยคำรวมนี้อาจใช้เรียกพระเครื่อง หรือของมงคลอย่างอื่นด้วย เช่น ตะกรุด ผ้ายันต์ แหวนพระ สายสิญจน์ เป็นต้น

นอกเหนือจากพระคาถาในการอาราธนาพระเครื่องแล้ว ยังควรหมั่นภาวนาบทสวดมนต์หลัก เพื่อโน้มนำถึงคำสอนของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขัดเกลาจิตใจ ครองตนให้อยู่ในศีลในธรรม ทำความดีละเว้นความชั่ว เพราะไม่ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆก็ไม่อาจจะคุ้มครองคนที่ประพฤติเลวได้


คาถาอาราธนา พระเครื่อง

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ฯ ( 3 จบ )
พุทธังอาราธนาณัง ธัมมังอาราธนาณัง สังฆังอาราธนาณัง
พุทธังประสิทธิเม ธัมมังประสิมธิเม สังฆังประสิมธิเม
พุทธธังรักษา ธรรมมังรักษา สังฆังรักษา
รักษาตัวของข้าพเจ้าด้วยเถิด นะโมพุทธายะ


ความเป็นมาของการสวดมนต์

การสวดมนต์ มีความนิยมมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาล แม้ในศาสนาพราหมณ์ ก็ได้นิยมสวดดังที่เรียกกันว่า สาธยายมนต์ ร่ายมนต์ เพื่อความทรงจำพระเวทบ้าง เพื่อสิริมงคลบ้าง ในทางพระพุทธศาสนา ก็มีการสวดสาธยายเช่นเดียวกัน ในชั้นต้นเพ่งเพียงสวดสาธยาย เพื่อความทรงจำหลักคำสอนที่เป็นพระพุทธวจนะเท่านั้น เมื่อชาวบ้านได้ยินพระสงฆ์สวดสาธยายก็พากันอนุโมทนา และได้ถือกันว่าการได้ยินได้ฟังพระสงฆ์สวดสาธยายเช่นนั้นเป็นสิริมงคล ซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีตำราที่จดจารึกเอาไว้ จึงต้องท่องจำให้ได้ด้วยวาจา

บทสวดในพระพุทธศาสนามีมากมาย พระภิกษุสามเณรและอุบาสกอุบาสิกา ถือเป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนา ประโยชน์ของการสวดมนต์ไหว้พระที่เห็นได้ชัด มี ๓ ประการ คือ

1. เป็นปริตรป้องกันเหตุเภทภัยต่าง ๆ
2. เป็นการทรงจำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเอาไว้
3. เป็นกรรมฐานอบรมจิตใจของตน ทั้งที่เป็นสมถะและวิปัสสนา

ด้วยเหตุทั้ง 3 ประการนี้ ที่ถือกันว่าเป็นสิริมงคล และสามารถที่จะป้องกันภัยอันตรายได้นั้น จึงพากันนิยมการสวดสาธยาย เป็นไปทั้งทางวัดและทางบ้าน ภิกษุสามเณร และอุบาสกอุบาสิกาได้สวดเป็นประจำ เช่น ทำวัตรไหว้พระ เป็นต้น ในบางสมัยเมื่อปรารภเหตุอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น ก็อาราธนาพระสงฆ์สวดเพื่อสิริมงคลบ้าง เพื่อเจริญความสังเวชบ้าง เมื่อมีความนิยมมากขึ้น ต่อมาก็เลยนิยมเป็นพิธีทั้งในพระราชพิธี และพิธีของปวงชนทั่วไป

การสวดมนต์เมื่อครั้งพุทธกาล

การสวดมนต์ ได้มีเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ มีบัญญัติในพระวินัยของนางภิกษุณีก็มี เช่น ห้ามนางภิกษุณี และทรงห้ามพระภิกษุเรียนเดรัจฉานวิชา แต่ให้เรียนปริตรป้องกันเหตุเภทภัยต่างๆ เมื่อมีเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น พระสงฆ์ก็ใช้สวดสาธยายพระพุทธวจนะนั้นตามสมควรแก่เหตุการณ์

ดังมีเรื่องเล่าว่าเมื่อคราวเมืองเวสาลีเกิดโรคระบาด ทำให้คนและสัตว์ตายเป็นอันมาก พระอานนท์ ได้ไปยังที่นั้นแล้วสวดรตนสูตร โรคนั้นก็ระงับไป หรือเมื่อสมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคทรงประชวร โปรดให้พระจุนทเถระสวดโพชฌงคสูตรถวาย หรือครั้งหนึ่งพวกภิกษุไปบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ป่า ถูกพวกอมนุษย์รบกวน กลับมาเฝ้ากราบทูลพระผู้มีพระภาค พระองค์โปรดให้สวดกรณียเมตตสูตร แล้วอยู่ต่อไป ภัยเหล่านั้นก็ไม่มี หรือเมื่อพระโมคคัลลานะและพระมหากัสสปะเป็นไข้หนัก พระพุทธเจ้าได้สวดโพชฌงคสูตร ให้สดับแล้วหายจากโรคภัยไข้เจ็บ เป็นต้น


บทสวดมนต์

บทบูชาพระรัตนตรัย

อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ)

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ)


บทแปล

สมเด็จพระผู้มีพระภาคเป็นพระอรหันต์ หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง

ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ข้าพเจ้าขออภิวาทพระพุทธเจ้าผู้มีพระภาค

พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว ข้าพเจ้าขอนมัสการพระธรรม

พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคปฏิบัติดีแล้ว ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสงฆ์

บทขอขมาพระรัตนตรัย

วันทามิ พุทธัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต

วันทามิ ธัมมัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต

วันทามิ สังฆัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต


บทแปล

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอกราบไหว้พระพุทธเจ้า เพื่อขอขมาโทษทั้งปวง ขอพระองค์จงประทานอภัยโทษแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

ข้าแต่พระธรรมอันเจริญ ข้าพเจ้าขอกราบไหว้พระธรรมเพื่อขอขมาโทษทั้งปวง ขอพระธรรมจงให้อภัยโทษแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอกราบไหว้พระสงฆ์เพื่อขอขมาโทษทั้งปวง ขอพระสงฆ์จงให้อภัยโทษแก่้ข้าพเจ้าด้วยเถิด

เป็นคาถาที่เก่าแก่ ซึ่งกล่าวถึงชัยชนะขององค์พระพุทธเจ้าในแต่ละภพชาติ ตามตำนานเล่าว่า สมเด็จพระพนรัต วัดป่าแก้ว แห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นผู้แต่งคาถาพาหุง เพื่อถวายต่อองค์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ให้พระองค์ไว้สวดเป็นประจำในพระบรมมหาราชวังและระหว่างออกศึกสงคราม จึงมีชัยชนะต่อพระมหาอุปราชแห่งพม่า และกอบกู้กรุงศรีอยุธยาจากกรุงหงสาวดีได้สำเร็จ นับเป็นคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์มาก

* ถ้าสวดให้คนอื่นใช้คำว่า เต สวดให้ตัวเองใช้คำว่า เม (เต แปลว่าท่าน – เม แปลว่าข้าพเจ้า)


บทสวดพาหุง

1. พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

2. มาราติเรกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตติง โฆรัมปะนาฬะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง
ขันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

3. นาฬาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะนีวะ สุทารุณันตัง
เมตตัมพุเสกะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

4. อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโย ชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง
อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

5. กัตตวานะ กัฏฐะมุทะรัง อิวะ คัพภินียา จิญจายะ ทุฏฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ
สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

6. สัจจัง วิหายะ มะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง
ปัญญาปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

7. นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต
อิทธูปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

8. ทุคคาหะ ทิฏฐิภุชะเคนะ สุทัฏฐะหัตถัง พรัหมัง วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง
ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ

เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถาโย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที
หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ

* ถ้าสวดให้คนอื่นใช้คำว่า เต สวดให้ตัวเองใช้คำว่า เม (เต แปลว่าท่าน – เม แปลว่าข้าพเจ้า)


บทสวดมหาการุณิโก

มหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปาณินัง ปูเรตวา

ปาระมี สัพพา ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ

โหตุ เต ชะยะมังคะลังฯ

ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง

นันทิวัฑฒะโน เอวัง ตะวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมังคะเล

อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปกขะเร อะภิเสเก สัพพะ

พุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง

สุปะภาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะ

จารีสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง ปะทักขิณัง

มโนกัมมัง ปะณิธี เต ปะทักขิณา ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภันตัดเถ ปะทักขิเณฯ

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา

สัพพะพุทธา นุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต*

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา

สัพพะธัมมา นุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต*

ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา

สัพพะสังฆา นุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต*

บทสวดพระคาถาชินบัญชร

ปุตตะกาโมละเภปุตตัง ธะนะกาโมละเภธะนัง
อัตถิกาเยกายะญายะ เทวานังปิยะตัง สุตตะวา
อิติปิโสภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ
มรณังสุขัง อะระหัง สุคะโต นะโมพุทธายะ

1. ชะยาสะนากะตา พุทธา เชตะวา มารัง สะวาหะนัง จะตุสัจจาสะภัง ระสัง เย ปิวิงสุ นะราสะภา
2. ตัณหังกะราทะโย พุทธา อัฏฐาวีสะติ นายะกา สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง มัตถะเก เต มุนิสสะรา
3. สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง พุทโธ ธัมโม ทะวิโล จะเน สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง อุเร สัพพะคุณากะโร
4. หะทะเย เม อะนุรุทโธ สารีปุตโต จะ ทักขิเณ โกณฑัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง โมคคัลลาโน จะวามะเก
5. ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง อาสุง อานันทะ ราหุโล กัสสะโป จะ มะหานาโน อุภาสุง วามโสตะเก
6. เกสะโต ปิฏฐิภาคัสมิง สุริโย วะ ปะภังกะโร นิสินโน สิริสัมปันโน โสภีโต มุนิ ปุงคะโว
7. กุมาระกัสสะโป เถโร มะเหสี จิตตะวาทะโก โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง ปะติฏฐาสิ คุณากะโร
8. ปุณโณ อังคุลิมาโลจะ อุปาลี นันทะสีวะลี เถรา ปัญจะอิเมชาตา นะลาเฏ ติละกา มะมะ
9. เสสาสีติ มะหาเถรา วิชิตา ชินะสาวะกา เอเตสีติ มะหาเถรา ชิตะวันโต ชินโนระสา ชะลันตา สีละเตเชนะ อังคะมังเคสุ สัณฐิตา
10. ระตะนัง ปุระโต อาสิ ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ วาเม อังคุลิมาละกัง
11. ขันธะโมระปะริตตัญจะ อาฏานาฏิยะ สุตตะกัง อากาเส ฉะทะนัง อาสิ เสสา ปาการะสัณฐิตา
12. ชินะ นานา วะระสังยุตตา สัตตัปปาการะลัง กะตา วาตะปิตตาทิสัญชาตา พาหิรัชฌัตตุปัททะวา
13. อะเสสา วินะยัง ยันตุ อะนันตะชินะเตชะสา วะสะโต เม สะกิจเจนะ สะทา สัมพุทธะปัญชะเร
14. ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ วิหะรันตัง มะฮีตะเล สะทา ปาเลนตุ มัง สัพเพ เต มะหาปุริสา สะภา
15. อิจเจวะมันโต สุคุตโต สุรักโข ชินานุภาเวนะ ชิตุปัททะโว ธัมมานุภาเวนะ ชิตาริสังโฆ สังฆานุภาเวนะ ชิตันตะราโย สัทธัมมานุภาวะปาลิโต จะรามิ ชินะปัญชะเรติ.

บทสวดอิติปิโสถอยหลัง

ติ วา คะ ภะ โธ พุท นัง สา นุส มะ วะ เท ถา สัต

ถิ ระ สา มะ ทัม สะ ริ ปุ โร ตะ นุต อะ

ทู วิ กะ โล โต คะ สุ โน ปัน สัม ณะ ระ จะ ชา วิช

โธ พุท สัม มา สัม หัง ระ อะ วา คะ ภะ โส ปิ ติ อิ ฯ


สรรพคุณ

สิทธิการิยะ พระอิติปิโสถอยหลัง ผู้ใดเล่าไว้ คุ้มได้มากครัน ศัตรูนึกหวัง มิได้กล้ำกราย เป็นเสน่ห์แก่เขา เข้าหาเจ้านาย ท้าวพระยาทั้งหลาย มีจิตเมตตา ปรารถนาสิ่งใด นึกไว้ในใจ ดังคิด อย่าได้แคลงจิต คิดไปสู่อื่น ฝูงคนทั้งพื้น คงจะบูชา พระคาถานี้ อุปเท่ห์พิธี เหลือจะพรรณนา ปลุกเสกกายา ได้สมดังใจ คงกระพันชาตรี ฤทธีมากมาย ขอท่านทั้งหลาย จงหมั่นภาวนาฯ

จะกล่าวอุปเท่ห์ พระอิติปิโสถอยหลัง ผู้ใดเรียนได้ ไว้เป็นปิยัง ศัตรูนึกหวัง บ่มิกล้ำกราย เป็นที่เสน่หาเทพารักษ์ ทั้งมนุษย์หญิงชาย สิ่งใดปรารถนา ภาวนาอย่าคลาย ถ้วนร้อยแปดหมาย ทำเมื่อเที่ยงคืน คนรักนักหนา ถือดังญาติกา ทั้งอายุยืน จะทำสิ่งไร ตั้งใจอย่าขืน คืออย่าเป็นอื่น บ่ายหน้าหนบูรพ์ ไม้รักซ้อนแกะทำ พระภควัมอย่าสูญ ใส่น้ำมันแช่ เสกแปรเป็นคุณ บ่ายหน้าหนบูรพ์ จนพระลุกนั่ง ใช้เป็นเสน่ห์ ล่องหนกำบัง ออกสงครามเจรจา ท้าวพระยาปิยัง ฝูงชนทั่วทั้ง รักนักรักหนา ถ้าท่านจองจำ ตั้งจิตบริกรรม ด้วยพระคาถา มนต์น้ำหมากนั้น 14 คาบตรา ถูกต้องขื่อคา หลุดลุ่ยบัดใจ ถ้าหาน้ำหมากมิได้ อาจารย์กล่าวไว้ ใช้ร่ายเป่าไป ขื่อคาอันแข็ง อ่อนคือลนไฟ เสกสิ่งใดๆ กินคงกระพัน 13 คาบหนา 15 คาบว่า ใช้เป็นจังงัง โดยท่านกล่าวมา เอาลิ้นดุนเพดาน 15 คาบอย่าคลาด เป่าไปอย่าคลา กระทืบตีนออกมา อาวุธศาสตรา ลุ่ยหลุดจากมือ มหาละลวยฤา เป็นได้เหมือนกัน ให้ร่ายเป่าไป 11 คาบนั้นไซร้ เป่าไปสู่มัน มันมาหาเรา เขาผูกมัดขันชะเนาะ บ่ายหน้าจำเพาะ สู่หัวเชือกเข้า ถ้วนร้อยแปดเป่า สู่หัวเชือกเข้า ลุ่ยหลุดแลนา ถ้าจะลุยอัคคี เสกหมากกินดี เสกน้ำมันทา 5 คาบให้ไว้ ให้ใช้คาถา เสกน้ำมันทา ไม่มีโภยภัย ถ้าจะล้วงตะกั่ว เสกน้ำมะกรูด ยกมือขึ้นไหว้ เจ้าประคุณทูนหัว ไม่มีอันตราย ผิวจะแก้ คุณเขาทำแล แม้คุณทั้งหลาย ยืนเหนือลมร่าย 10 คาบโดยหมาย เป่าไปอย่าคลา หายสิ้นสูญพลัน เมื่อทำรำลึก ตรึกหาพระพุทธ พระธรรมสังฆา ขอคุณบิดา ทั้งพระมารดา คุณครูอุปัชฌาย์ อยู่เหนือเกสา เสกหมากให้กิน ท่านรักนักหนา เสกน้ำล้างหน้า ไม่มีโภยภัย ทั้งสองสิ่งนี้ เสก 4 คาบตรา ไม่ม้วยมรณา เทวดาดลใจ อนึ่งเล่าหนา ขอดชายผ้าไว้ ผูกเป็นหัวพิรอด 17 คาบใส่ หัวเป็นประเจียด ภาวนาเดินไป ขึ้นลงที่ไหน คนไม่เห็นเรา ปัดพิษงู ตะขาบ แมลงป่อง 3 ที คงกระพันชาตรี 19 คาบหนา แม้นเขาตามไป จงหักกิ่งไม้ เสกขวางมรรคา เสกสิ่งไร ๆ ตามใจปรารถนา ศัตรูตามมา แคล้วคลาดไปไกล อนึ่งท่านว่าไว้ ให้เอาใบไม้รู้นอน 7 สิ่ง เถ้าตายโหงตายห่า ไปบัดพลีมา วันภุมมาเสารี เสกคาถานี้ 108 คาบหนา พาตัวเดินไป เข้าในหลังคา ฝูงชนทั่วหน้า พากันหลับใหล


รวมบทสวดเจริญพระพุทธมนต์ พระปริตร

บทเจริญพระพุทธมนต์ พระปริตร บทสวดมนต์ ชุมนุมเทวดา หรือ บทสัคเค เป็นบทอัญเชิญเทวดามาร่วมฟังธรรม ใช้ขึ้นต้นก่อนสวดพระพุทธมนต์ทุกครั้ง นิยมให้พระสงฆ์รูปที่สามเป็นผู้สวด


บทสวดชุมนุมเทวดา

ผะริตฺวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา
อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตตัง ภะณันตุ
สัคเค กาเม จะ รูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน
ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถุมหิ เขตเต
ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา
ติฏฐันตา สันติเก ยัง มุนิวะระวะจะนัง สาธะโว เม สุณันตุ

ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ฯ


บทแปล

ขอเชิญเหล่าเทพเจ้า ซึ่งสถิตอยู่ในสวรรค์ ชั้นกามภพก็ดี ชั้นรูปภพก็ดี และภูมิเทวดาซึ่งสถิตอยู่ในวิมาน หรือบนยอดเขาและในหุบเขา ในอากาศ ในเกาะ ในแว่นแคว้น ในบ้าน บนต้นไม้ และในป่าชัฏ ในเรือน และในไร่นาก็ดี ตลอดถึง ยักษ์ คนธรรพ์ และนาค ซึ่งสถิตอยู่ในน้ำ บนบก และที่อันไม่ราบเรียบก็ดี ซึ่งอยู่ในที่ใกล้เคียง จงมาประชุมพร้อมกันในที่นี้ ขอท่านสาธุชนทั้งหลาย จงตั้งใจฟังคำของพระมุนีผู้ประเสริฐ ที่เรากล่าวอยู่นี้

ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลสำหรับฟังธรรม
ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลสำหรับฟังธรรม
ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้เป็นกาลสำหรับฟังธรรม ฯ

นะมะการะสิทธิคาถา หรือ โยจักขุมา บทสวดนมัสการพระรัตนตรัย เพื่อให้สำเร็จในสิ่งปรารถนา สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงนิพนธ์ใช้แทน สัมพุทเธ บทนี้ว่าด้วยคำนมัสการพระรัตนตรัย ว่าอานุภาพแห่งการทำความเคารพนอบน้อมต่อพระรัตนตรัยด้วยเศียรเกล้า ขอความมีชัย และ ความสำเร็จจงมีแด่ท่าน และ ขอให้อันตรายทั้งปวงจงถึงความพินาศไป


บทสวดนะมะการะสิทธิคาถา

โย จักขุมา โมหะมะลาปะกัฎโฐ สามัง วะ พุทโธ สุคะโต วิมุตโต
มารัสสะ ปาสา วินิโมจะยันโต ปาเปสิ เขมัง ชะนะตัง วิเนยยัง
พุทธัง วะรันตัง สิระสา นะมามิ โลกัสสะ นาถัญจะ วินายะกัญจะ
ตันเตชะสา เต ชะยะสิทธิ โหตุ สัพพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุฯ

ธัมโม ธะโช โย วิยะ ตัสสะ สัตถุ ทัสเสสิ โลกัสสะ วิสุทธิมัคคัง
นิยยานิโก ธัมมะธะรัสสะ ธารี สาตาวะโห สันติกะโร สุจิณโณฯ
ธัมมัง วะรันตัง สิระสา นะมามิ โมหัปปะทาลัง อุปะสันตะทาหัง
ตันเตชะสา เต ชะยะสิทธิ โหตุ สัพพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุฯ

สัทธัมมะเสนา สุคะตานุโค โย โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะเชตา
สันโต สะยัง สันตินิโยชะโก จะ สะวากขาตะธัมมัง วิทิตัง กะโรติฯ
สังฆัง วะรันตัง สิระสา นะมามิ พุทธานุพุทธัง สะมะสีละทิฏฐิง
ตันเตชะสา เต ชะยะสิทธิ โหตุ สัพพันตะรายา จะ วินาสะเมนตุฯ


บทแปล

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงมีพระจักษุกำจัดมลทินคือโมหะได้แล้ว ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เสด็จไปดีแล้ว ทรงหลุดพ้นแล้ว ทรงปลดเปลื้องประชุมชนผู้เป็นเวไนยสัตว์จากบ่วงแห่งมารแล้วให้บรรลุถึงความเกษมสำราญ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้เป็นที่พึ่งผู้แนะนำสัตว์โลก พระองค์นั้น ด้วนเศียรเกล้า ด้วยเดชแห่งพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ขอชัยชนะและความสำเร็จจงมีแก่ท่าน และขอให้อันตรายทั้งปวงจงพินาศไป

พระธรรมใด เป็นดุจธงชัยแห่งพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นเครื่องชี้นำทางแห่งความหมดจดแก่สัตว์โลกเป็นคุณชาติที่นำสัตว์ออกจากทุกข์ เป็นธรรมชาติคุ้มครองผู้ทรงธรรม พระธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้ ก่อเกิดสันติสุข ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระธรรมอันประเสริฐอันเป็นเครื่องกำจัดความลุ่มหลง อันระงับความเร่าร้อนนั้น ด้วยเศียรเกล้าด้วยเดชแห่งพระธรรมนั้น ขอชัยชนะและความสำเร็จจงมีแก่ท่าน และขอให้อันตรายทั้งหลายทั้งปวงจงพินาศไป

พระสงฆ์หมู่ใด เป็นพระธรรมเสนาดำเนินตามรอยพระสุคตเจ้า เอาชนะบาปธรรมและอุปกิเลสของโลกได้แล้วตนเองสงบแล้วและยังชักชวนให้ผู้อื่นสงบ ด้วยการเผยแผ่พระธรรมที่พระศาสดาตรัสไว้ดีแล้ว ข้าพเจ้าขอ นอบน้อมพระสงฆ์ผู้ประเสริฐผู้ตรัสรู้ตามพระพุทธองค์ผู้เสมอกันด้วยศีลและทิฏฐิหมู่นั้น ด้วยเศียรเกล้า ด้วยเดชแห่งพระสงฆ์นั้น ขอชัยชนะและความสำเร็จจงมีแก่ท่าน และขอให้อันตรายทั้งหลายทั้งปวงจงพินาศไป

กรณียเมตตสูตร หรือ กะระณียะเมตตะสุตตัง บทสวดว่าด้วยการเจริญเมตตาและอานุภาพแห่งเมตตา ความรัก ความปรารถนาดี ไปยังเทวดา สรรพสัตว์ ภูติผีปีศาจ ทำให้จิตใจผู้สวดชุ่มเย็น หลับเป็นสุข ตื่นเป็นสุข เป็นที่รักของมนุษย์และอมนุษย์ทั้งหลาย เทวดาปกป้องคุ้มครองรักษา

ในพระไตรปิฏกก็มีบันทึกเกี่ยวกับความเป็นมาของบทสวดนี้เช่นกัน คือ

สมัยหนึ่งจวนเข้าพรรษา ภิกษุจำนวนหนึ่งกราบทูลลาพระพุทธเจ้า เพื่อไปอยู่จำพรรษาในป่าลึกแห่งหนึ่ง เหล่ารุกขเทวดาคิดว่าพระคุณเจ้าคงพักชั่วคราว ไม่กี่วันก็จะไป จึงพากันลงมาอยู่บนพื้นดินเพื่อถวายความเคารพแก่พระสงฆ์ แต่เมื่อรู้ว่าพระคุณเจ้าจะอยู่ที่ป่านี้ตลอดพรรษาจึงปรึกษากันว่าพวกเราเห็นจะต้อง “ไล่” พระท่านไป ไม่เช่นนั้นจะลำบากมากที่จะต้องมาอยู่บนพื้นดินอย่างนี้ จึงพร้อมใจกันหลอกหลอนภิกษุที่ไปนั่งกรรมฐานอยู่ใต้ต้นไม้บ้าง ในถ้ำบ้าง จนท่านอยู่ไม่เป็นสุข พระก็กลัวผี ว่าอย่างนั้นเถอะ จึงตกลงกันกลับไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบ

พระพุทธองค์ตรัสว่า “พวกเธอมิได้เอาอาวุธติดตัวไปด้วย จึงถูกผีหลอกหลอน” เมื่อกราบทูลถามว่า อาวุธชนิดไหน พระองค์ก็ตรัสว่า อาวุธคือความเมตตา ว่าแล้วก็ทรงสวดกรณียเมตตสูตร ให้ฟัง แล้ว มีพุทธบัญชาให้กลับไปยังป่านั้นอีก และ ให้สวดทันทีที่เดินเข้าป่า และสวดทุกวันภิกษุเหล่านั้นก็ทำตามพุทธโอวาท บรรดาผีสางคางแดงทั้งหลายได้ยินบทสวด ก็มีจิตใจอ่อนโยน รักใคร่ในพระสงฆ์ ไม่หลอกหลอน ทำให้ท่านสามารถอยู่ในป่าได้อย่างผาสุก พระภิกษุได้สัปปายะ เจิรญธรรมสำเร็จอรหันตผลถ้วนทั่วกัน

เพราะเหตุว่าเนื้อหาของบทสวดเป็นการแผ่เมตตาความรัก ปรารถนาดีแก่เหล่าเทวดาในป่า และ แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งท่านก็จะมีไมตรีจิตตอบ และถวายการอารักขาให้ผาสุกกัน จึงกลายเป็นธรรมเนียมว่าเมื่อผ่านศาลเจ้าเทพารักษ์ หรือ ไม้วนปติ ที่มีชนนับถือพึงให้ภิกษุเจริญสามีจิกรรมเจริญเมตตากรณียสูตร บ้างเรียกมนต์ขับผี ปัจจุบันนำไปสวดรวมกับเจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน เรารับฟังเนืองๆแต่ไม่เข้าใจความหมาย บทนี้ใช้ได้ดีทีเดียวเวลาไปนอนป่าหรือที่ไม่คุ้นชินทำให้นอนหลับง่าย และ ทำให้จิตสงบได้.


บทสวดกรณียเมตตสูตร

กะระณียะมัตถะกุสะเลนะ
ยันตัง สันตัง ปะทัง อะภิสะเมจจะ
สักโก อุชู จะ สุหุชู จะ
สุวะโจ จัสสะ มุทุ อะนะติมานี
สันตุสสะโก จะ สุภะโร จะ
อัปปะกิจโจ จะ สัลละหุกะวุตติ
สันตินทริโย จะ นิปะโก จะ
อัปปะคัพโภ กุเลสุ อะนะนุคิทโธ
นะ จะ ขุททัง สะมาจะเร กิญจิ
เยนะ วิญญู ปะเร อุปะวะเทยยุง
สุขิโน วา เขมิโน โหนตุ
สัพเพ สัตตา ภุวันตุ สุขิตัตตา
เย เกจิ ปาณะภูตัตถิ
ตะสา วา ถาวะรา วา อะนะวะเสสา
ทีฆา วา เย มะหันตา วา
มัชฌิมา รัสสะกา อะณุกะถูลา
ทิฏฐา วา เย จะ อะทิฏฐา
เย จะ ทูเรว ะสันติ อะวิทูเร
ภูตา วา สัมภะเวสี วา
สัพเพ สัตตา ภะวันตุ สุขิตัตตา
นะ ปะโร ปะรัง นิกุพเพถะ
นาติมัญเญะกะ กัตถะจิ นัง กิญจิ
พยาโรสะนา ปะฏีฆะสัญญา
นาญญะมัญญัสสะ ทุกขะมิจเฉยยะ
มาตา ยะถา นิยัง ปุตตัง
อายุสา เอกะปุตตะมะนุรักเข
เอวัมปิ สัพพะภูเตสุ
มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง.

เมตตัญจะ สัพพะโลกัสมิง
มานะสัมภาวะเย อะปะริมาณัง
อุทธัง อะโธ จะ ติริยัญจะ
อะสัมพาธัง อะเวรัง อะสะปัตตัง
ติฏฐัญจะรัง นิสินโน วา
สะยาโน วา ยาวะตัสสะ วิคะตะมิทโธ
เอตัง สะติง อะธิฏเฐยยะ
พรัหมะเมตัง วิหารัง อิธะมาหุ
ทิฏฐิญจะ อะนุปคัมมะ
สีละวา ทัสสะเนนะ สัมปันโน
กาเมสุ วิเนยยะ เคธัง
นะ หิ ชาตุ คัพภะเสยยัง ปุนะเรตีติ.


บทแปล

กิจที่คนฉลาดในสิ่งที่มีประโยชน์ และมุ่งหมายจะบรรลุทางสงบ จะพึงทำคือ เป็นคนกล้า เป็นคนซื่อ เป็นคนตรง ว่าง่าย อ่อนโยน ไม่เย่อหยิ่ง เป็นผู้สันโดษ เลี้ยงง่าย มีภาระกิจน้อย คล่องตัว ระมัดระวังการแสดงออก รู้ตัว ไม่คะนอง ไม่คลุกคลีในตระกูลทั้งหลาย ไม่ประพฤติสิ่งที่วิญญูชนตำหนิติเตียนได้ พึงแผ่เมตตาจิต ว่าขอสัตว์ทั้งปวงจงมีความสุขกายสบายใจ มีความเกษมสำราญเถิด

ขอสัตว์ทั้งหลายบรรดามี ที่เป็นสัตว์ตัวอ่อน หรือตัวแข็งก็ตาม เป็นสัตว์มีลำตัวยาวหรือลำตัวใหญ่ก็ตาม มีลำตัวปานกลางหรือตัวสั้นก็ตาม ตัวเล็กหรือตัวโตก็ตาม ที่มองเห็นหรือมองไม่เห็นก็ตาม ที่อยู่ไกลหรืออยู่ใกล้ก็ตาม ที่เกิดแล้วหรือกำลังหาที่เกิดอยู่ก็ตาม ขอสัตว์ทั้งหลายทั้งปวงนั้นจงสุขกายสบายใจ­เถิด

บุคคลไม่พึงหลอกลวงผู้อื่น ไม่ควรดูหมิ่นเหยียดหยามใครๆ ใม่ควรมุ่งร้ายต่อกันและกัน เพราะมีความขุ่นเคืองโกรธแค้นกัน

คนเราพึงแผ่ความรักความเมตตา ไปยังสัตว์ทั้งหลาย หาประมาณมิได้ ดุจดังมารดาถนอม และปกป้องบุตรสุดที่รักคนเ­ดียวด้วยชีวิต ฉะนั้น

พึงแผ่เมตตาจิตไปไม่มีขอบเขต ไม่คิดผูกเวร ไม่เป็นศัตรู อันหาประมาณไม่ได้ ไปยังสัตว์โลกทั้งปวงทั่วทุกสารทิศ ผู้เจริญเมตตาจิตนั้น จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน ตลอดเวลา ที่ตนยังตื่นอยู่ พึงตั้งสติอันประกอบด้วยเมตตานี้ให้มั่นไว­้ บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวว่า การอยู่ด้วยเมตตานี้เป็นพรหมวิหาร ท่านผู้เจริญเมตตาจิตที่ละความเห็นผิดแล้ว มีศีล มีความเห็นชอบ ขจัดความใคร่ในกามได้ ก็จะไม่กลับมาเกิดอีกเป็นแน่แท้

เทวตาอุยโยชะนะคาถา เป็นคาถาส่งเทวดาใช้สวดท้ายการเจริญพระพุทธมนต์ เพื่ออัญเชิญเหล่าเทวดากลับวิมาน เมื่อแรกที่จะเจริญ พระปริตร ได้มีการชุมนุมเทวดา หรือ อัญเชิญเทวดา มาเพื่อฟังการเจริญพระปริตร ซึ่งถือว่าเป็นการแบ่งส่วนบุญไปให้สรรพสัตว์ทุกจำพวก ทุกหมู่เหล่าแม้กระทั่งเทวดา ซึ่งมองไม่เห็นตัวก็แผ่เมตตาจิตไปถึง เนื้อความในท่อนแรกของคาถานี้ เริ่มต้นด้วยการแผ่เมตตาจิตไปในหมู่สัตว์ทั้งหลาย ให้พ้นจากทุกข์โศกโรคภัย จากนั้นได้กล่าวเชิญเทวดาให้อนุโมทนาบุญกุศลที่บำเพ็ญมา ซึ่งก็รวมถึงบุญอันเกิดจากการเจริญพระปริต­ร เพื่อเทวดาจะได้อานิสงส์แห่งบุญนั้นด้วย ต่อจากนั้นก็เป็นการแนะนำเทวดาให้เกิดศรัทธาในการให้ทานรักษาศีล บำเพ็ญภาวนา แล้วเชิญให้เทวดากลับ ต่อจากนั้นก็ขออานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระอรหันต์ทั้งหลาย ให้คุ้มรองรักษา


บทสวดเทวตาอุยโยชะนะคาถา

ทุกขัปปัตตา จะ นิททุกขา ภะยัปปัตตา จะ นิพภะยา โสกัปปัตตา จะ นิสโสกา โหนตุ สัพเพปิ ปาณิโน เอตตาวะตา จะ อัมเหหิ สัมภะตัง ปุญญะสัมปะทัง สัพเพ เทวานุโมทันตุ สัพพะสัมปัตติสิทธิยา ทานัง ทะทันตุ สัทธายะ สีลัง รักขันตุ สัพพะทา ภาวะนาภิระตา โหนตุ คัจฉันตุ เทวะตาคะตา ฯ

สัพเพ พุทธา พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญจะ ยัง พะลัง อะระหันตานัญจะ เตเชนะ รักขัง พันธามิ สัพพะโส ฯ


บทแปล

ขอสัตว์ทั้งปวง ที่ประสบทุกข์ จงพ้นจากทุกข์ ที่ประสบภัย จงพ้นจากภัย และที่ประสบความโศก จงพ้นจากความโศกเสียได้เถิด และขอเทวดาทั้งปวง จงได้อนุโมทนาซึ่งบุญสมบัติอันข้าพเจ้าทั้งหลายได้สร้างสมไว้แล้วนี้ เพื่อความสำเร็จแห่งสมบัติทั้งปวงมนุษย์ทั้งหลาย จงให้ทานด้วยใจศรัทธา รักษาศีล ตลอดกาลทั้งปวง ทวยเทพทั้งหลาย ที่มาชุมนุมแล้วขอเชิญกลับเถิด

พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ทรงถึงพร้อม ด้วยพละธรรม ด้วยเดชแห่งพละธรรมของ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย และด้วยเดชแห่งพละธรรม ของพระอรหันต์ทั้งหลายขอให้ข้าพเจ้า จงคุ้มครองรักษา ความดีไว้ได้โดยประการทั้งปวงเทอญ


รวมบทสวดพระปริตร 12 ตำนาน


รวมบทสวดมนต์ประจำวันเกิด

บทสวดมนต์ย่อ สำหรับผู้ที่เกิดวันอาทิตย์ อะ วิช สุ นุต สา นุส ติ


กำลังวัน 6

ชื่อ นารายณ์แปลงรูป ซึ่งใช้ทางเมตตามหานิยม ประจำอยู่ทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ)
สวดตามกำลังวัน 6 จบ จะบังเกิดสิริมงคลแก่ตนเอง ปราศจากภูตผีปีศาจมาเบียดเบียน

บทสวดมนต์ย่อ สำหรับผู้ที่เกิดวันจันทร์ อิ ระ ชา คะ ตะ ระ สา


กำลังวัน 15

ชื่อ กระทู้เจ็ดแบก ซึ่งใช้ทางคงกระพันชาตรี ประจำอยู่ทิศบูรพา (ตะวันออก)
สวดตามกำลังวัน 15 จบ จะมีความสุข จวบสิ้นกาลนาน นอนหลับก็เป็นสุข ไม่ฝันเห็นสิ่งที่ชั่วร้าย เป็นสิริมงคลยิ่ง

บทสวดมนต์ย่อ สำหรับผู้ที่เกิดวันอังคาร ติ หัง จะ โต โร ถิ นัง


กำลังวัน 8

ชื่อ ฝนแสนห่า ซึ่งใช้ทางเมตตามหานิยม ประจำอยู่ทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้)
สวดตามกำลังวัน 8 จบ มีความเกษมสุข ปราศจากภูตผีปีศาจมาเบียดเบียน นอนหลับฝันดี เป็นสิริมงคล

บทสวดมนต์ย่อ สำหรับผู้ที่เกิดวันพุธกลางวัน ปิ สัม ระ โล ปุ สัต พุท


กำลังวัน 17

ชื่อ นารายณ์กลืนสมุทร ซึ่งใช้ทางเสกปูนสูญฝี ประจำอยู่ทิศทักษิณ (ใต้)
สวดตามกำลังวัน 17 จบ จะมีความสุขกายสบายใจ รวยยศ เป็นเมตตามหานิยม

บทสวดมนต์ย่อ สำหรับผู้ที่เกิดวันพุธกลางคืน คะ พุท ปัน ทู ธัม วะ คะ


กำลังวัน 12

ชื่อ นารายณ์พลิกแผ่นดิน ซึ่งใช้ทางปรับปรุงแก้ไข แก้ความผิด ประจำอยู่ทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ)
สวดตามกำลังวัน 12 จบ จะมีความเจริญรุ่งเรืองมากด้วยยศศักดิ์

บทสวดมนต์ย่อ สำหรับผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดี ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ


กำลังวัน 19

ชื่อ นารายณ์ตรึงไตรภพ ซึ่งใช้ทางเมตตามหานิยม ประจำอยู่ทิศประจิม (ตะวันตก)
สวดตามกำลังวัน 19 จบ จะมีความสุขสำราญเป็นนิตย์ บริบูรณ์ด้วย ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ อยู่ทุกเมื่อ

บทสวดมนต์ย่อ สำหรับผู้ที่เกิดวันศุกร์ วา โธ โน อะ มะ มะ วา


กำลังวัน 21

ชื่อ นารายณ์ตวาดหิมพานต์ ซึ่งใช้ทางเมตตามหานิยม ประจำอยู่ทิศอุดร (เหนือ)
สวดตามกำลังวัน 21 จบ จะมีความสุขสำราญเป็นนิตย์ บริบูรณ์ด้วย ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ อยู่ทุกเมื่อ

บทสวดมนต์ย่อ สำหรับผู้ที่เกิดวันเสาร์ โส มา ณะ กะ ริ ถา โธ


กำลังวัน 10

ชื่อ นารายณ์คลายจักร ซึ่งใช้ทางถอดถอนคุณไสย ประจำอยู่ทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้)
สวดตามกำลังวัน 10 จบ จะทำให้มีอายุยืนนาน เป็นที่รักของคนทั่วไป


พระคาถาบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

คาถานี้ มีผู้วิเศษจารึกไว้ในแผ่นทองคำบรรจุไว้ที่ แท่นพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.พิษณุโลก เป็นคาถามหาวิเศษ ท่องบ่นเจริญภาวนาเป็นประจำจะคุ้มภัย 108 ประการ ทั้งยังเป็นเมตตามหานิยมวิเศษอีกด้วย

ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่าดังนี้

สัตจะ กิตตะ กัตตัง นะยานัง
จะตุทา จะตะทา กะตะติ วัตตัง
ทวาทะสาการัง ธัมมะจักกัง มะเหสิโน
มะอะอุ สิปะมะติตัง เต นานะ อะนะติยินัง
ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่าดังนี้

นะ ทรงฟ้า โม ทรงดิน พุทธ ทรงสินธุ์ ธา ทรงสมุทร ยะ ทรงอากาศ
พุทธังแคล้วคลาด ธัมมังแคล้วคลาด สังฆังแคล้วคลาด ศัตรูพาลวินาศสันติ นะ กาโร
กุกกุสันโธ สิโรมัชเฌ โมกาโร โกนาคะมะโน
นานาจิตเต พุทธกาโร กัสสะโป พุทโธ จะ ทะเวเนเต ธา กาโร ศรีศากกะยะมุนี
โคตะโม ยะกันเน ยะกาโร อะริยะ เมตตรัยโย ชิวหาทีเต ปัญจะพุทธา นะมามิหัง
พุทธะบูชา มะหาเตชะวันโต ธัมมะบูชา มะหาปัญโญ สังฆะบูชา มะหาโภคะวะโห
อะระหังพุทโธ อิติปิโสภะคะวา นะมามิหัง
ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่าดังนี้

อิติปิ โส ภะคะวา ยมมะราชาโน ท้าวเวสสุวรรณโณ มะระณัง สุขัง อะหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ
ท้าวเวสสุวรรณโณ จาตุมะหาราชิกา ยักขะพันตา ภัทภูริโต เวสสะ พุสะ พุทธัง อะระหัง พุทโธ
ท้าวเวสสุวรรณโณ นะโม พุทธายะ

(ให้ภาวนาเป็นประจำ ป้องกันคุณไสย ภูติผีวิญญาณร้าย เสนียดมนต์ดำต่างๆ และยังเรียกทรัพย์อีกด้วย)
พระสิวลี ตามตำนานเป็นหนึ่งในพระอรหันต์สมัยพุทธกาลที่มีบุญบารมีมาก สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงยกย่อง พระสิวลี ว่า “ผู้เป็นเลิศทางโชคลาภ” หากผู้ใดบูชาพระสีวลี จะนำโชคมหาลาภ มาสู่ท่านในธุรกิจ การค้า หรือบ้านเรือน ไม่มีอดอยาก มีกินมีใช้ไม่ขาดมือ

ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่าดังนี้

สีวะลี จะ มะหาเถโร เทวะตา นะระปูชิโต โส ระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ ตัง สะทา

หรือให้ระลึกพระคาถาบทย่อว่า “นะชาลีติ” ในขณะค้าขาย การค้าจะดียิ่งขึ้น
ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่าดังนี้

กัจจานะจะมหาเถโร พุทโธ พุทธานัง พุทธะตัง พุทธัญจะ พุทธะสุภา สิตัง พุทธะตังสะมะนุปปัตโต
พุทธะโชตัง นะมามิหัง ปิโยเทวะ มะนุสสานัง ปิโยพรหม นะมุตตะโม ปิโยนาคะ สุปันนานัง ปิยินทะริยัง
นะมามิหัง สัพเพชะนา พะหูชะนา ปุริโสชะนา อิถีชะนา ราชาภาคินิ จิตตัง อาคัจฉาหิ ปิยังมะมะ ฯ
ผู้ใดสักการะและบูชาพระพรหม จะประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน เป็นที่เมตตา เป็นที่รักใคร่ นิยมชมชอบของคนทั่วไป ไม่รู้เลือนหาย ไปแห่งหนใดมีแต่มิตร ไม่มีศัตรู

ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่าดังนี้

โอมปะระเมสะนะมัสการัม องการะนิสสะวะ รัง พรหมเรสสะยัม ภูปัสสะวะวิษณุ
ไวยะทานะโมโทติลูกปัมทะระมา ยิกยานัง ยะไวยะลา คะมุลัม สะทา นันตะระ
วิมุสะตินัน นะมัตเต นะมัตเตร จะ อะการัง ตโถวาจะ เอตามาตาระยัต ตะมัน
ตะรามา กัตถะนารัมลา จะสะระวะ ปะติตัม สัมโภพะกลโล ทิวะทิยัม มะตัมยะ

คาถาบูชาพระพรหม (แบบย่อ)
โอม อหัม ปรัหมา อัสมิ
ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่าดังนี้

โองการพินทุ นาถัง อุปปันนัง พรหมมะโน จะอินโท พิฆเณศวรโต มหาเทโว
อะหัง วันทามิ สัพพะทา สิทธิกิจจัง สิทธิกัมมัง สิทธิการิยัง ประสิทธิเมฯ
ภาวนาก่อนนอน เวลาเดินทาง ป้องกันภัยอันตรายต่างๆ เป็นเมตตาที่รักของคนทั้งหลาย

นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโคว่ กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก (กราบ)
นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโคว่ กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก (กราบ)
นำโมไต๋ชื้อ ไต๋ปุย กิวโคว่ กิวหลั่ง กวงไต๋เล่งก้ำ กวงสี่อิมผู่สัก (กราบ)

นำโมฮูก นำโมหวบ นำโมเจ็ง นำโมกิวโคว่ กิวหลั่ง กวงสี่อิมผู่สัก
ทั่งจี้โตโอม เกียล้อฮวดโต เกียล้อฮวดโต เกียล้อฮวดโต ล้อเกียฮวดโต ล้อเกียฮวดโต
ซาผ่อออ เทียงล้อซิ้ง ตี่ล้อซิ้ง นั้งลี่หลั่ง หลั่งลี่ซิ้ง
เจ็กเฉียก ใจเอียง ห่วยอุ่ยติ๊งนำโมม่อออป่อเยี๊ยปอล้อบิ๊ก (กราบ)
ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่าดังนี้

นะโม โพธิสัตโต อาคันติมายะ อิติภะคะวา

(ให้ภาวนาอาราธนาก่อนออกเดินทาง ป้องกันอุบัติเหตุ อุบัติภัยต่างๆ เป็นเมตตามหานิยม)
ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่าดังนี้

สิทธิพุทธัง กิจจังมะมะ ผู้คนไหลมา นะชาลีติ
สิทธิธัมมัง จิตตังมะมะ ข้าวของไหลมา นะชาลีติ
สิทธิสังฆัง จิตตังมะมะ เงินทองไหลมา นะชาลีติ
ฉิมพลี มหาลาภัง ภะวันตุเม
เป็นพระคาถาตอน พระพุทธเจ้าเอาชนะมาร เป็นคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์มาก ใช้ภาวนาป้องกันอันตรายทั้งปวง

ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่าดังนี้

ปัญจะมาเร ชิโน นาโถ ปัตโต สัมโพธิมุตตะมัง
จะตุสัจจัง ปะกาเสติ ธัมมะจักกัง ปะวัตตะยิ
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เม ชะยะมังคะลัง
ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่าดังนี้

สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ มะอะอุ
ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่าดังนี้

โอม สิโน ราชาเทวะ ชะยะ ตุภะวัง สัพพะศัตรู วินาศ สันติ
โอม สิโน ราชา เทวะ นะมา มิหัง (3 จบ)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ ฯ (3 จบ) พระสยามมินโธ วะโรอิติ พุทธสังมิ อิติอะระหัง สะหัสสกายัง วะรังพุทโธ นะโมพุทธายะ อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ อิเมนา พุทธะ ตังโสตัง พุทธะ ปิติอิปิยะมะมะ นะโมพุทธายะ ปิยะมะมะนะ โมพุทธายะ ปิยะมะมะนะ โมพุทธายะ
ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่าดังนี้

โอม ชุมพรจุตติ อิทธิกรณัง สุโข นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ จะพะกะสะ มะอะอุ

พระคาถาต่างๆ

เมื่อครั้งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงตั้งจิตอธิษฐานเสี่ยงพระบารมี เมื่อจะเข้าผจญด้วยศัตรู ทรงใช้พระคาถาอาวุธพระพุทธเจ้านี้ บริกรรมพระคาถาบทนี้ เป็นมหาอำนาจ ป้องกันภยันตรายต่างๆดีนักแล

อายันตุ โภนโต อิธะ ทานะ สีละ เนกขัมมะ ปัญญา สะหะ วิริยะ
ขันติ สัจจาทิฏฐานะ เมตตุเปกขา ยุทธายะโว คัณหะถะ อาวุธานีติ


คำแปล

“ด้วยบารมีทั้ง 10 ประการของพระพุทธเจ้า อันได้แก่ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา และ อุเบกขา จงกลายมาเป็นอาวุธวิเศษ คอยปกป้องคุ้มครองข้าพเจ้า ณ กาลบัดนี้ เทอญฯ”

บทสวดมงคลจักรวาฬทั้งแปดทิศ อิมัสมิง มงคลจักรวาฬทั้งแปดทิศ ประสิทธิจงมาเป็นกำแพงแก้วทั้งเจ็ดชั้น มาป้องกันห้อมล้อมรอบครอบทั่ว อะนัตตา ราชะ เสมานา เขตเต สะมันตา สะตะโยชะนะสะตะสะหัสสานิ พุทธะชาละปะริกเขตเต รักขันตุ สุรักขันตุ
สวดคาถานี้อยู่เป็นประจำ จะช่วยป้องกันอันตรายจากสัตว์ร้าย และภูตผีปีศาจทั้งหลาย ทำให้อยู่เย็นเป็นสุข ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน รอดพ้นจากภยันตรายทั้งปวง เป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง และมีโชคลาภอยู่ไม่ขาด

บารมี 30 ทัศ คือ คาถาและคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ประเสริฐ กล่าวถึงแนวทางสำหรับผู้ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อบรรลุโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า ในอนาคตกาล ซึ่งพระพุทธองค์ได้ปฏิบัติมาแล้วในภพชาติต่างๆ ประมาณ 500 ชาติ

ซึ่ง บารมี 30 ทัศ นี้ แม้ท่านที่ไม่ได้ตั้งจิตอธิษฐานปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้า ถ้าได้สวดเป็นประจำ จะยิ่งเพิ่มบุญบารมีมากมายมหาศาล ประมาณค่ามิได้ และบทสวดนี้สืบทอดโดยครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทย

โดยการสวดนั้นต้องอยู่ในสมาธิที่แน่วแน่ จิตอย่าส่าย มุ่งจิตไปรวมที่ตัวอักขระในแต่ละตัว จะเกิดบารมีมากมายจนประมาณค่ามิได้


ทานะ ปาระมี สัมปันโน , ทานะ อุปะปารมี สัมปันโน , ทานะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

สีละ ปาระมี สัมปันโน , สีละ อุปะปารมี สัมปันโน , สีละ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

เนกขัมมะ ปาระมี สัมปันโน , เนกขัมมะ อุปะปารมี สัมปันโน , เนกขัมมะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

ปัญญา ปาระมี สัมปันโน , ปัญญา อุปะปารมี สัมปันโน , ปัญญา ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

วิริยะ ปาระมี สัมปันโน , วิริยะ อุปะปารมี สัมปันโน , วิริยะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

ขันตี ปาระมี สัมปันโน , ขันตี อุปะปารมี สัมปันโน , ขันตี ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

สัจจะ ปาระมี สัมปันโน , สัจจะ อุปะปารมี สัมปันโน , สัจจะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

อะธิฏฐานะ ปาระมี สัมปันโน , อะธิฏฐานะ อุปะปารมี สัมปันโน , อะธิฏฐานะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

เมตตา ปาระมี สัมปันโน , เมตตา อุปะปารมี สัมปันโน , เมตตา ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

อุเปกขา ปาระมี สัมปันโน , อุเปกขา อุปะปารมี สัมปันโน , อุเปกขา ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

ทะสะ ปาระมี สัมปันโน , ทะสะ อุปะปารมี สัมปันโน , ทะสะ ปะระมัตถะปารมี สัมปันโน
เมตตา ไมตรี กะรุณา มุทิตา อุเปกขา ปาระมีสัมปันโน , อิติปิ โส ภะคะวา

พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ นะมามิหัง

ใช้สวดภาวนาเป็นประจำ เสมือนมีกำแพงแก้วมหึมาคุ้มกัน แม้อยู่ในถิ่นอันตราย ศัตรูและสัตว์ร้ายไม่อาจทำอะไรได้ กลางคืนให้สวด 7 จบ แล้วเอาจิต (นึกเห็น) วงรอบบ้านเริ่มจากขวาไปซ้าย เป็นทักษิณาวรรตป้องกันสรรพภัย วิเศษนักแล

พุทธัง สัตตะรัตนะมะหาปะการัง สะระนัง คัจฉามิ

ธัมมัง สัตตะรัตนะมะหาปะการัง สะระนัง คัจฉามิ

สังฆัง สัตตะรัตนะมะหาปะการัง สะระนัง คัจฉามิ

ปะโตเมตัง ปะระชีวินัง สุขะโตจุติ จิตตะเมตะ นิพพานัง สุขะโตจุติ

ป้องกันภัยภิบัติทั้งปวง สวด 9 จบ เป็นประจำ เพื่อให้ปลอดภัยรอดพ้นจากเภทภัยทั้งหลาย ใช้ช่วยคนที่อยู่ในภาวะใกล้ตายหรือป่วยหนักที่ยังไม่สิ้นอายุขัย

คาถาทำน้ำมนต์ค้าขายดี

แบบที่ 1

โอมอิติพุททัตสะ สุวันนัง วารัชชะคัง วามะนีวาวัตตัง วาพัพพะยัน ละเอหิ คาคัชวันติฯ

ให้เอาใบไม้แช่น้ำใส่ขันเอาไว้ แล้วสวดภาวนา เสร็จแล้วนำน้ำไปประพรมให้ทั่วร้าน จะทำให้ค้าขายคล่อง


แบบที่ 2

คาถาสำหรับพ่อค้าแม่ค้า ที่นิยมเสกเป่า 3 จบ กับสินค้า คือ

พุทธัง พะหุชะนานัง เอหิจิตตัง เอหิมะนุสสานัง เอหิลาภัง เอหิเมตตา ชมภูทีเป มะนุสสานัง อิตถิโย ปุริโส จิตตัง พันธังเอหิฯ


หากข้อมูลนี้มีความผิดพลาดประการใดหรือละเมิดต่อสิทธิของท่าน โปรดแจ้งมาที่ phopprashop@gmail.com