ตะกรุด

“ตะกรุด” ถือได้ว่าเป็นเครื่องรางของขลังที่เก่าแก่ที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะคนในสมัยโบราณที่ยังไม่มีวิทยาการทันสมัยมากนัก ยังไม่สามารถสร้างรูปหล่อ พระพิมพ์ พระเครื่องต่างๆขึ้นมาได้ อีกทั้งคนสมัยโบราณไม่นิยมที่จะพกพาพระต่างๆไว้กับตัวเพราะถือว่าเป็นของสูง ไม่ควรเอามาไว้กับปุถุชนผู้เต็มไปด้วยกิเลส ดังนั้นเมื่อหลวงปู่ครูบาอาจารย์ต้องการจะมอบของมงคลให้กับลูกศิษย์ลูกหา จึงต้องเขียนหรือจารอักขระต่างๆลงในแผ่นใบลานบ้าง แผ่นโลหะบ้าง แล้วนำไปปลุกเสกมอบให้ให้ลูกศิษย์ลูกหานำไปใช้

การสร้างตะกรุดในยุคแรก

โดยในยุคแรกๆก็จะจารอักขระลงในแผ่นใบลาน ซึ่งเป็นของที่หาได้ง่ายและใช้ในการเขียนหนังสือในสมัยโบราณอยู่แล้ว ต่อมาเมื่อวิทยาการทันสมัยขึ้น ก็เริ่มนำแผ่นโลหะซึ่งมีความทนทานมากกว่ามาใช้แทน

หลวงปู่ครูบาอาจารย์ก็จะนำแผ่นเหล่านั้นมาลงอักขระเลขยันต์ ซึ่งอักขระเลขยันต์ในที่นี้ก็คือ บทคาถาต่างๆทางพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ นั้นเอง เช่น คาถาพระเจ้า 5 พระองค์, นะโมพุทธายะ, คาถาไตรสรณคมน์ ฯลฯ จารเป็นตัวอักขระหรือคาถาไปเลย บ้างก็เอามาผูกเป็นรูปเป็นตารางยันต์ต่างๆ แล้วแต่ตำราของแต่ละสำนัก ซึ่งหากทำตามตำราดั้งเดิมจริงๆแล้ว จะไม่ได้เขียนอักขระเพียงครั้งเดียว แต่ต้องเขียนให้เสร็จแล้วนำโลหะมาลบอักขระทั้งหมดออก แล้วก็เขียนอักขระขึ้นใหม่ เรียกกันว่าการ “ลบถม” ลบไปเขียนไป จนกว่าจะครบ 108 ครั้ง ครบองค์พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ 108 เพื่อให้เกิดความเข้มขลังอย่างสูงสุด

เพราะเชื่อกันว่าในการเขียนอักขระถึง 108 ครั้งนั้น จะต้องมีสักครั้งหนึ่งที่จิตถึงสมาธิจริงๆ จิตถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง อันจะทำให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์สูงสุด เพราะฉะนั้นตะกรุดในสมัยก่อนที่ทำครบตามสูตรนี้ จึงมักทำจากเนื้อตะกั่ว หรือดีบุก เพราะเป็นโลหะที่มีเนื้ออ่อนสามารถลบถมได้ง่ายกว่า เมื่อลงอักขระเรียบร้อยก็จะนำตะกรุดไปม้วน โดยสาเหตุที่ต้องม้วนนั้นเป็นเพราะหากให้ไปเป็นแผ่นก็จะยากในการพกพาบูชาติดตัวและอาจขาดพังได้ง่าย จึงต้องทำการม้วนเพื่อให้แข็งแรงขึ้น และง่ายต่อการพกพา สามารถเอาเชือกมาร้อยแล้วคาดเอว ห้อยคอ ผูกแขนต่างๆได้ แต่บางแห่ง เช่น ทางภาคเหนือ ก็จะใช้การพับแทนก็มี ซึ่งเรียกกันว่า “ตะกรุดพับ” อันนี้ก็แล้วแต่กลวิธีในการทำของแต่ละสำนัก ของแต่ละหลวงปู่ครูบาอาจารย์ แต่หลักการง่ายๆ คือ ลงอักขระไปแล้วก็ทำการม้วน หรือพับเพื่อให้สะดวกต่อการพกพามากขึ้นนั่นเอง

โดยในการม้วนตะกรุด ก็จะมีการใช้คาถาต่างๆกำกับอีกรอบ เช่น คาถาหิรัญยักษ์ม้วนแผ่นดิน คาถาอุปคุตมัดมาร เป็นต้น เพื่อกำกับความขลังศักดิ์สิทธิ์ที่ประสิทธิ์ไว้ในตะกรุดไม่ให้เสื่อมคลายไปไหน จากนั้นบางตำราก็จะนำตะกรุดไปถักเชื่อกเพื่อให้ตะกรุด มีความแข็งแรงขึ้นไม่บุบสลายเป็นสนิมเวลามีคนนำไปพกพาติดตัว บางสำนักก็จะมีวิชาในการถักเชือกอีกว่า เชือกจะต้องใช้ไหม 7 สี จะต้องถักเชือกวนซ้ายวนขวาต่างๆ ในขณะที่ถักเชือกก็มีการบริกรรมคาถากำกับลงไปอีก บางสำนักก็ยังเพิ่มการลงรักปิดทองพอกผงศักดิ์สิทธิ์ต่างๆลงไปในตะกรุดอีกด้วย แล้วจึงนำตะกรุดที่ทำเสร็จแล้วไปอธิษฐานจิตปลุกเสกอีกครั้งหนึ่ง บางตำราก็ต้องปลุก เสกให้ครบไตรมาส 3 เดือน จึงจะนำมาให้บูชาได้ก็มี ซึ่งจะเห็นได้ว่ากว่าที่หลวง ปู่ครูบาอาจารย์จะสร้างตะกรุดได้สักดอกหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ประเภทของตะกรุด

นอกจากนี้ ตะกรุดยังมีหลายประเภทตามลักษณะของตะกรุด ถ้าเป็นตะกรุดขนาดเล็ก ขนาดเท่าข้อนิ้วมือ เราจะเรียกว่า “ตะกรุดลูกอม” ซึ่งตะกรุดลูกอมที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากก็คือ สายหลวงปู่ยิ้ม วัดหนองบัว จ.กาญจนบุรี ซึ่งตกทอดมาที่หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ มาจนถึงหลวงปู่หยอด วัดแก้วเจริญ จ.สมุทรสงคราม เรียกชื่อกันว่า “ตะกรุดโลกธาตุ” เพราะภายในตะกรุดจะลง อักขระหัวใจโลกธาตุไว้ ซึ่งเล่ากันว่าผู้ที่จะเรียนวิชาตะกรุดโลกธาตุได้นี้ จะต้องผ่านการทดสอบด้วยการเพ่งเทียน คือ ต้องใช้พลังจิตเพ่งเทียนให้ขาดกลางได้เสียก่อน จึงจะสามารถเรียนวิชานี้ได้ และเวลาทำตะกรุดโลกธาตุนี้ยังมีเรื่องเล่ากันว่าผู้สร้างจะต้องเพ่งกระแสจิตให้แผ่นโลหะที่ลงอักขระไว้แล้วนั้นม้วนเข้ามาหากันเอง ไม่ใช่เอามือม้วนแต่อย่างใด ด้วยวิธีการสร้างที่ต้องใช้กำลังจิตชั้นสูงเช่นนี้ จึงทำให้ตะกรุดโลกธาตุมีคุณวิเศษสูงส่งมาก นั่นคือหากเกิดเภทภัยอันตรายใดๆขึ้นแล้ว ให้ผู้ใช้กลืนตะกรุดเข้าไปเลย แล้วจะแคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวงได้ ไม่ต้องกลัวว่าตะกรุดนั้นจะติดคอหรือติดคาอยู่ในท้อง เมื่อถึงเวลานอนให้วางผ้าขาวไว้ข้างๆตัว นอนภาวนาถึงหลวงปู่ครูบาอาจารย์ไปเรื่อยๆ พอตื่น ขึ้นมา ตะกรุดนั้นจะออกมาอยู่บนผ้าขาวได้เองโดยอัศจรรย์

ส่วนตะกรุดที่มีดอกใหญ่ขึ้นมาหน่อยถ้าใช้ดอกเดียวก็จะเรียกว่า “ตะกรุดโทน” โทนก็คือหนึ่งเดียวนั่นเอง โดยตะกรุดโทนก็มีหลายขนาด มีตั้งแต่ยาว 3 นิ้ว, 5 นิ้ว, 7 นิ้ว, 9 นิ้ว บางครั้งใหญ่มากถึง 16 นิ้วก็มี แล้วแต่ขนาดที่หลวงปู่ครูบาอาจารย์ที่ท่านจะวางขนาดไว้ในการลงอักขระเลขยันต์คาถาต่างๆ



โดยตะกรุดโทนที่มีชื่อเสียงก็มีหลายที่ เช่น ตะกรุดโสฬสมหามงคลสายวัดสะพานสูง, ตะกรุดคู่ชีวิตสายหลวงพ่อพิธวัดฆะมัง, ตะกรุดมหาจักรพรรดิสายหลวงพ่อเทียม วัดกษัตราธิราช, ตะกรุดโทนสายหลวงปู่ศุขวัดปากคลองมะขามเฒ่า เป็นต้น

ส่วนตะกรุดอีกรูปแบบหนึ่ง คือ ตะกรุดที่ใช้ทีละหลายดอก เรียกว่า “ตะกรุดชุด” ตะกรุดชุดนี้ มีหลายแบบ อาจจะมีชุด 6 ดอก, 8 ดอก, 12 ดอก, 16 ดอก ก็แล้วแต่อักขระเลขยันต์ คาถาต่างๆที่หลวงปู่ครูบาอาจารย์ได้ลงไป โดยตะกรุดชุดที่มีชื่อสียงมากที่สุดก็จะเป็นตะกรุดชุด 16 ดอก ของหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก ซึ่งในแต่ละดอกท่านก็จะลงคาถาที่แตกต่างกันไว้ ดอกนี้เป็นแคล้วคลาด ดอกนีเป็นเมตตา ดอกนี้กันฟ้าผ่า ดอกนี้กันอาถรรพ์ เป็นต้น

เพราะฉะนั้น ตะกรุดจึงเป็นเครื่องรางเก่าแก่ ซึ่งมีวิธีการสร้างที่หลากหลาย สลับซับซ้อน และมีความศักดิ์สิทธิ์สูงส่งมาก แต่สิ่งที่แฝงอยู่ในตะกรุดจริงๆแล้วนั่นคือการได้ศึกษาพระธรรมคำสอนอย่างลึกซึ้งนั่นเอง เพราะอักขระเลขยันต์ทั้งหลายที่ลงในตะกรุดนั้นก็ล้วนมาจากธรรมะต่างๆ ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ทั้งสิ้น ดังที่กล่าวกันว่ายันต์เหล่านั้นเป็นดังสายรกของพระพุทธเจ้า ไม่ว่าจะเป็นอิติปิ โสภะคะวา ไม่ว่าจะเป็นคาถาไตรสรณคมน์ที่ไว้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือจะเป็นคาถาธาตุ 4 นะมะพะธะ ไว้พิจารณาให้เห็นว่าธาตุต่างๆ เป็นสิ่งไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวเราของเรา เป็นต้น

หรือแม้แต่การลบถมอักขระต่างๆในการจารตะกรุด ก็เป็นกุศโลบายให้ผู้สร้างได้เห็นไตรลักษณ์ ความเกิดดับของสรรพสิ่งนั่นเอง ดังนั้นจึงเท่ากับว่าตะกรุดนั้นจริงๆแล้วนับได้ว่าเป็นคัมภีร์ธรรมะเคลื่อนที่เลยก็ว่าได้ หากผู้สร้างและผู้ใช้เข้าใจกุศโลบายที่แฝงอยู่ในตะกรุดอย่างแท้จริงแล้ว ก็จะไม่ใช่แค่เครื่องรางของขลังที่ป้องกันภยันตรายต่างๆได้ แต่ยังใช้ป้องกันกิเลสอวิชชาไม่ให้เกิดขึ้นกับจิตใจ จนถึงขั้นระงับดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิงเลยทีเดียว

ถ้าคลี่ตะกรุดออกจะเสื่อมไหม ??

อย่างไรก็ดี บางคนก็ยังสงสัยว่าถ้าเกิดคลี่ตะกรุดที่ม้วนหรือพับออกมาแล้ว คาถาอาคม ความศักดิ์สิทธิที่ลงไว้ในตะกรุดจะเสื่อมสลายหายไปหรือไม่ ซึ่งความเสื่อมลักษณะนั้นจะเกิดขึ้นกับ ตะกรุดที่ปลุกเสกด้วยคาถาอาคม เท่านั้น เมือทำผิดจากตำราคาถา มีการคลีตะกรุดออก พลังงานก็จะเสื่อมหายไปได้ แต่ถ้าเป็นการปลุกเสกโดยอาราธนาบารมีแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เทพพรหมอันศักดิ์สิทธิ์ มาช่วยประสิทธิ์แล้ว ไม่ว่าจะคลียังไงก็ไม่มีทางเสื่อม เพราะว่าบารมีของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้น เป็นพลังงานอันบริสุทธิ์จากกิเลสเหตุแห่งความเสื่อมทั้งปวง และยิ่งถ้าผู้ใช้หมั่นสวดมนต์ ไหว้พระ ทำบุญสร้างกุศล ตะกรุดนั้นก็จะยิ่งมีความศักดิ์สิทธิ์เพิ่มขึ้นด้วยกำลังบุญของเรามากขึ้นไปอีก ดังเคยมีตัวอย่างมาแล้ว เช่น ตะกรุดของหลวงพ่อโพธิ์ วัดวังหมาเน่า จ.พิจิตร ซึ่งเป็นอาจารย์ของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน นั้นมีขนาดใหญ่มาก เมื่อคนที่ได้มามีลูกมีหลานก็ไม่รู้จะแบ่งให้ยังไง ก็ทำการตัดแบ่งเป็น 4 ท่อนบ้าง 5 ท่อนบ้าง แจกลูกหลานคนละท่อนแล้วปรากฏว่าเมื่อนำไปใช้ก็ยังมีพุทธคุณศักดิ์สิทธิ์เกิดประสบการณ์ยิงไม่ออก หรือแม้แต่โดนจระเข้กัดก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะฉะนั้นถ้าเป็นของที่ปลุกเสกด้วยพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ มีเทวดาคุ้มครองรักษา และผู้ใช้มีศีลธรรมปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้ว ไม่ว่าจะคลี่หรือจะตัด ก็ไม่ต้องกลัวว่าตะกรุดนั้นจะเสื่อมแต่อย่างใด

ขอบคุณข้อมูล
– ดร.รอบทิศ ไวยสุศรี แฟนพันธุ์แท้พระเกจิคณาจารย์ ปี 2006
– หนังสือตอบโจทย์พระเครื่อง รู้เรื่องของขลัง ของสำนักพิมพ์ ND Publishing


หากข้อมูลนี้มีความผิดพลาดประการใดหรือละเมิดต่อสิทธิของท่าน โปรดแจ้งมาที่ phopprashop@gmail.com